วันพฤหัสบดีที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2554

ก่อนจะสิ้นชื่อ... “นครหลวงไทย” ยังมีเวลาสร้างความทรงจำ

     เป็นที่แน่นอนแล้วว่าภายหลังกระบวนการเข้าซื้อกิจการธนาคารนครหลวงไทยของ ธนาคารธนชาตแล้วเสร็จ ในปี 2554 เมื่อนั้น ตำนาน "นครหลวงไทย" คงถึงเวลาปิดหน้าสุดท้ายด้วยอายุขัย 70 ปี 
     นับจากวันนี้ กล่าวได้ว่า ธนาคารนครหลวงไทยยังพอมีเวลาหายใจต่ออีกราวปีกว่า นั่นก็หมายความว่า ธนาคารแห่งนี้จะได้ฉลองครบรอบปีที่ 69 ในเดือนพฤษภาคมนี้ และอาจพอมีเวลาได้ฉลองครบรอบ 7 ทศวรรษ เป็นวาระสุดท้าย
     ธนาคารนครหลวงไทยก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2484 โดยคณะ บุคคลของรัฐบาลร่วมกับสมาชิกในราชวงศ์ ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มแรก 1,000,000 บาท ช่วงวิกฤติทางการเงินครั้งใหญ่ของประเทศไทยในปี 2540 ธนาคารนครหลวง ไทยก็สามารถรอดพ้นการสิ้นชื่อมาได้อย่าง หวุดหวิด เมื่อกระทรวงการคลังและธนาคาร แห่งประเทศไทยมีมติให้แก้ไขปัญหาในระบบธนาคารพาณิชย์ยุคนั้น ด้วยการยุบธนาคารศรีนครเข้ารวมกับธนาคารนคร หลวงไทย ชื่อ "นครหลวงไทย" จึงยังหยัดยืนมาจนวันนี้ แต่ธนาคารนครหลวงไทยก็ต้องพบกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ธนาคารธนชาตเข้ามาซื้อกิจการธนาคารธนชาตเป็นธนาคารที่มีผู้ถือหุ้นหลักอยู่ 2 กลุ่มคือ บมจ.ทุนธนชาต ที่มีกลุ่มบริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) หรือกลุ่มเจ้าของธุรกิจมาบุญครองเป็นผู้ถือ หุ้นหลัก ส่วนสโกเทียแบงก์ถือหุ้นในธนาคาร ธนชาตร้อยละ 48.99 โดยเริ่มเข้ามาถือหุ้น ตั้งแต่ปี 2550 

ในวันที่ 9 เมษายนที่ผ่านมา ธนชาต ได้ชำระค่าหุ้นของนครหลวงไทยจำนวน 1,005.3 ล้านหุ้น หรือ 47.58% ของทุนจดทะเบียน ในราคาหุ้นละ 32.50 บาท คิดเป็น 32,673.2 ล้านบาท ให้กับกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ซึ่งเมื่อรวมกับหุ้นที่ถืออยู่เดิมอีก 19.3% กลุ่ม ธนชาตจึงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ไปโดยปริยาย ด้วยสัดส่วน 66.8% 
     "การควบรวมกิจการระหว่างกันจะใช้วิธีการโอนสินทรัพย์และหนี้สินของ ธนาคารนครหลวงไทยมารวมกับธนาคารธนชาต เมื่อเรียบร้อยแล้วจะเลิกกิจการธนาคารนครหลวงไทยและเอาหุ้นออกมาจากตลาดหลัก ทรัพย์ฯ หลังจากนั้นจะเหลือ ธนาคารธนชาตธนาคารเดียว" บันเทิง ตันติวิวิท ประธานกรรมการธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) กล่าว 
     จากที่นครหลวงไทยเคยมีสินทรัพย์ มากเป็นอันดับที่ 7 โดยธนชาตรั้งเป็นอันดับ 8 ภายหลังการควบรวมครั้งนี้ ทำให้ธนาคาร ธนชาตจะมีขนาดสินทรัพย์ราว 8 แสนล้าน บาท กลายเป็นธนาคารที่ใหญ่เป็นอันดับ 5 ในระบบธนาคารพาณิชย์ไทย ด้วยจำนวนสาขารวมกัน 671 สาขา แต่ก็ยังทิ้งห่างจากอันดับ 4 ที่มีสาขามากกว่า 800 สาขา หลังการชำระเงินเพื่อซื้อหุ้นจากกองทุนฟื้นฟูฯ ทั้ง 2 ธนาคารได้ร่วมกันจัดตั้งคณะกรรมการบริหารธนาคารนคร หลวงไทยชั่วคราวขึ้นมา 1 ชุด ประกอบด้วยตัวแทนจากนครหลวงไทย 7 คนและผู้บริหารจากธนชาต 6 คน ได้แก่ ปิยะพงศ์ อาจมังกร, นพดล เรืองจินดา, อนุวัติร์ เหลืองทวีกุล, กฤษยาณี รัตนชัยชาญ, สนอง คุ้มนุช และอรรถวุฒิ แดนทอง ทั้งนี้เพื่อให้นโยบายเป็นไปในทิศทางเดียวกันก่อนการควบรวมกิจการ 
     ระหว่างรอการควบรวมกิจการแล้วเสร็จ ณ วันนี้อาจกล่าวว่า "SCIB Show Still Must Go On" โดยคณะกรรมการชุดชั่วคราวได้มอบหมายให้ชัยวัฒน์ อุทัยวรรณ์ ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ทำหน้าที่ควบคุม "โชว์" นี้ต่อไปจนครบวาระราวกลางปีหน้า  "สำหรับปีนี้ทั้ง 2 ธนาคารต่างก็มีแผนธุรกิจชัดเจนอยู่แล้วก็ต้องดำเนินการให้บรรลุตามนั้น แต่ก็สามารถเปลี่ยนแปลง ได้ถ้าผู้ถือหุ้นใหญ่เห็นว่าสมควรเปลี่ยน แปลง" 
    ชัยวัฒน์กล่าวทีเล่นทีจริงว่า การแถลงข่าวครั้งนี้หนาวที่สุดในชีวิต ไม่ใช่เพราะหนาวใจจากการควบรวมกิจการ แต่เป็นอากาศหนาวเย็นราว 4-8 องศาของ กรุงโซล โดยเขาบินตามผู้บริหารระดับสูงและทัพนักข่าวมาเกาหลีใต้ทันทีที่เสร็จสิ้น การแถลงข่าวการชำระเงินซื้อหุ้น 
     ผู้บริหารนครหลวงไทยให้เหตุผลในการนำทีมนักข่าวร่วมครึ่งร้อยชีวิตไป แถลงข่าวไกลถึงแดนกิมจิว่า เพื่อให้นักข่าว สัมผัสกับโปรแกรมทัวร์ที่ลูกค้าเงินฝาก ผู้โชคดีจะได้รับ ซึ่งเป็น 1 ในหลากหลายแคมเปญดูดเงินฝาก เผลอๆ อาจได้ลูกค้า สินเชื่อบุคคลเพิ่มด้วย เพราะโปรแกรมนี้แน่นไปด้วยแหล่งชอปปิ้งขึ้นชื่อของเกาหลี นอกจากเหตุผลข้างต้น Press Tour ครั้งนี้น่าจะเป็นโอกาสสุดท้ายที่ผู้บริหารของนครหลวงไทยชุดนี้จะได้สร้าง ความทรงจำอันดีในต่างแดนกับสื่อมวลชนด้วยงบประชาสัมพันธ์แบรนด์ที่ยังมีให้ ใช้ได้ 
     วิรัตน์ ธนทรงพล ในฐานะผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายธุรกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม 3 แถลงถึงแนวทางการดำเนินงานของธนาคารในปีนี้ว่า ธนาคารมีเป้าหมายเชิงรุก ได้แก่ การเน้นเพิ่มลูกค้าใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ทั้งด้านสินเชื่อและเงินฝาก 
     "ธนาคารมีแผนที่จะลดค่าเฉลี่ยอายุลูกค้าให้ลดลงมาอยู่ที่ระดับประมาณ 36-45 ปี จากปัจจุบันที่อยู่ระดับประมาณ 45 ปี ซึ่งจะช่วยให้เกิดการซื้อผลิตภัณฑ์ระหว่างบริษัทในเครือมากขึ้น โดยปัจจุบันมีอัตรา Cross selling อยู่ที่ 1.45% ซึ่งถือว่าค่อนข้างต่ำกว่าธนาคารอื่น" ศักดิ์ชัย ภิญโญวิทยาวงศ์ กล่าวในฐานะผู้จัดการฝ่าย อาวุโส ฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์รายย่อย 
     เพื่อฉลองครบรอบ 69 ปี ในเดือน พฤษภาคมนี้ ธนาคารมีโปรโมชั่นกระตุ้นเงินฝากด้วยการแจกเหรียญครูบาดวงดีให้กับลูกค้า (ในจำนวนจำกัด) ขณะที่เดือน มิถุนายนก็จะมีโครงการระดมเงินฝากผ่านการออกตั๋วแลกเงิน กิจกรรมทางด้านการตลาดของธนาคารนครหลวงไทยจะยังเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ทว่าแผนธุรกิจในครึ่งปีหลังธนาคารต้องรอปรับแผนให้สอดรับกับธนาคารธนชาต 
     สำหรับเป้าหมายด้านสินเชื่อ ชัยนันท์ ลภิธนานุวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายผลิตภัณฑ์ลูกค้ารายย่อย ตั้งเป้าเติบโต 6% ในปีนี้ โดยเน้นการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้ารายย่อยและกลุ่ม SMEs ขณะที่สินเชื่อบุคคลตั้งเป้าเติบโต 8% 
     "ผมถือว่า นครหลวงไทยเป็นแบงก์ "เก๋ากลาง" เพราะมีขนาดกลางและมีอายุถึง 69 ปี ส่วนธนชาตเป็นแบงก์ "เก่งเล็ก" เพราะมีขนาดเล็กอายุแค่ 8 ปี แต่เติบโตรวดเร็ว เมื่อ 2 แบงก์มารวมกัน ผมอยากนิยามว่าเป็นแบงก์ "เก่งใหญ่ใหม่" แม้จะยังไม่ล้มแชมป์อันดับ 4 แต่ก็ไม่ตกชั้นพรีเมียร์ลีก" ชัยวัฒน์กล่าวเป็นการสิ้นสุดการแถลงข่าวครั้งนั้น 
     ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้ชื่อ "นครหลวงไทย" ที่มีมาเกือบ 70 ปี ต้องหายไปจากหัวใจของคนไทยในเวลาอันรวดเร็ว ว่าที่จอมทัพคนสุดท้ายของธนาคารนครหลวงไทยจึงทุ่มงบประชาสัมพันธ์อีกไม่น้อย เป็นค่าแต่งบ้านใหม่ให้กับหมีแพนด้า สวนสัตว์ จังหวัดเชียงใหม่ และเป็นค่าจัดสร้าง "พระเศรษฐี นวโกฏ ธนาคารนครหลวงไทย" กว่า 5 หมื่นองค์เพื่อให้ประชาชนเช่าบูชา เป็นการทิ้งทวน งานนี้ก็คงจะพอหวังผลได้บ้างไม่มากก็น้อย เพราะทั้งแพนด้าและพระเศรษฐีนวโกฏิล้วนอยู่ในกระแสความสนใจของคนไทยส่วนใหญ่

ที่มา : ผู้จัดการ 360 องศา ออนไลน์

การวิเคราะห์ข่าว :
     ผู้จัดการ 360 องค์สา ได้ทำสกู๊ปพิเศษของธนาคารนครหลวงไทยก่อนที่จะถูกรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน กับธนาคารธนชาต ภายใต้ชื่อ "ธนาคารธนชาต" ด้วยการย้อนระลึกจุดเริ่มต้นการก่อตั้ง การดำเนินงาน และแผนนโนบายการควบรวมกิจการจวบจนปัจจุบัน เพื่อให้ลูกค้าที่เคยใช้บริการธนานครหลวงไทยมาเกือบ 70 ปี ได้หวนลำลึกก่อนที่กลายไปเป็นธนาคารธนชาตในอนาคต

TBANK ควบ SICB "เราจะโต"

  


alt
 
         ถ้าจะว่าไปกลยุทธ์การซื้อขายกิจการถือกัน ว่าสหรัฐอเมริกาเป็นต้นแบบ ก่อนจะขยายลามไปยังส่วนต่างๆ ของโลก สำหรับในบ้านเราการควบรวมกิจการในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เกิดขึ้นครั้งแรกปี 2533 โดยบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนสยาม จำกัด เข้าซื้อหุ้น บริษัท สามชัยอิเลคโทรนิคส์ จำกัด ซึ่งจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ จนครอบครองหุ้นกว่า 10% แต่ถ้าพูดถึงสถาบันการเงิน ขอยกตัวอย่าง การควบรวมที่ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) เป็นแกนนำ ในการควบรวมกับธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) และบริษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งภายหลังการรวมตัวกันเป็นผลให้ธนาคารทหารไทยกลายเป็นธนาคารพาณิชย์ที่มี ขนาดใหญ่เป็นอันดับ 5 ด้วยมูลค่าของสินทรัพย์กว่า 7 แสนล้านบาท เมื่อปี 2547 นอกจากนี้ ยังมีการรวมและโอนกิจการระหว่างธนาคารยูโอบีรัตนสิน จำกัด (มหาชน) และธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน) ซึ่งก่อนหน้านี้ธนาคารยูโอบี สิงคโปร์ ได้เข้าซื้อหุ้นของธนาคารรัตนสิน และซื้อหุ้นของธนาคารเอเชีย จาก ABN Amro 
     และล่าสุดการควบรวมของ ธนาคารธนชาต ที่ใช้เงินลงทุนทั้งสิ้น 6.8 หมื่นล้านบาท เข้าซื้อ ธนาคารนครหลวงไทย จากกองทุนฟื้นฟู ซึ่งดูแล้วน่าจะเป็นคู่ที่เหมาะสมกันดีในเชิงธุรกิจ เพราะแต่ละฝ่ายมีความชำนาญที่ต่างกันออกไป
     ว่ากันถึงอายุอานาม ธนาคารนครหลวงไทย ผ่านร้อนผ่านหนาว มานานถึง 69 ปี ซึ่งถ้ายังจำกันได้ ธนาคารแห่งนี้ล้มลุกคลุกคลานมาจนจะปิดแบงก์ก็หลายครั้ง มีขนาดสินทรัพย์ประมาณ 4.2 แสนล้านบาท ถือเป็นแบงก์ขนาดกลาง มีสินทรัพย์ใหญ่เป็นอันดับ 7 ขณะที่ทางด้านธนาคารธนชาต แม้อายุจะยังเยาว์เพียงแค่ 8 ปี และมาจากการรวมกันของสถาบันการเงิน 5 แห่ง มีขนาดสินทรัพย์ประมาณ 3.8 แสนล้านบาท แต่ถือว่าเป็นแบงก์ขนาดเล็กที่เติบโตขึ้นมาอย่างรวดเร็วจนต้องจับตามองและเมื่อทั้ง 2 แบงก์รวมกันจะทำให้ขนาดสินทรัพย์เพิ่มขึ้นมาเป็น 8 แสนล้านบาท โตพุ่งขึ้นเป็นอันดับที่ 5 ของระบบธนาคารพาณิชย์ไทย กลายเป็นแบงก์ใหญ่ที่น่ากลัวไม่เบา แต่จะน่ากลัวแค่ไหน ต้องดูส่วนผสมอย่างละเอียดของแต่ละแบงก์ ว่าจะเข้ากันได้ดีเพียงใด
     ต่างคนต่างเก่ง
 
หากจะพูดถึงแรงจูงใจที่นำไปสู่การควบรวม กิจการแล้ว มีตั้งแต่การรวมเพื่อสร้างความแข็งแกร่งจากการใช้ทรัพยากรร่วมกัน (Synergies) บ้างก็ว่าเพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุน และเพื่อการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่องค์กรในอนาคต
 
แต่ไม่ว่าจะเป็นด้วยเหตุใด การควบรวมกิจการที่ประสบความสำเร็จ ต้องไม่พลาดที่จะดูความสอดคล้องต้องกันในทางธุรกิจด้วย
 
ย้อนปูมไปเมื่อก่อตั้งธนาคารธนชาตเมื่อปี 2547 นั้น ธนชาตเป็นธนาคารขนาดเล็กที่เพิ่งแจ้งเกิด ทำให้ธนาคารธนชาตเลือกที่จะปักธงไปที่สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์
 
“คือ เราคิดว่าจะโตอย่างไร ขณะนั้นคิดว่าต้องสร้าง niche market เราก็ไปทางสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ แล้วเราก็ทำได้ดีโตไปได้” สมเจตน์ หมู่ศิริเลิศ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) กล่าวเช่นนั้นกับ MBA
 
แล้วกลยุทธ์นี้ก็ประสบความสำเร็จ ดูได้จากตัวเลขการเติบโตของมาร์เก็ตแชร์ 25% เรียกว่า เป็นธนาคารขนาดเล็กที่มาแรงทีเดียว แต่เมื่อมาถึงนาทีนี้ ต้องยอมรับโอกาสเติบโตในสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์เช่นนั้นดูจะเริ่มตีบตันไป เสียแล้ว
 
alt
 
ขณะที่ ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2484 ในชื่อ “ธนาคารนครหลวงแห่งประเทศไทย” ภายหลังได้มีการควบรวมกับธนาคารศรีนครในปี 2545 ปัจจุบันธนาคารมีกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเป็นผู้ถือ หุ้นใหญ่ในสัดส่วน 47.58%
 
ทั้งนี้ ถ้าดูพอร์ตสินเชื่อของทั้ง 2 ธนาคาร จะเห็นว่า ส่วนใหญ่สินเชื่อของธนาคารธนชาตจะเป็นรายย่อย โดยมีสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์เป็นสัดส่วนถึง 95% ที่เหลือเป็นสินเชื่อธุรกิจ สินเชื่อบ้าน และสินเชื่อบัตรเครดิตเพียงนิดหน่อย ส่วนธนาคารนครหลวงไทย โดยส่วนมากเป็นสินเชื่อธุรกิจ สินเชื่อเอสเอ็มอี สินเชื่อบ้าน ฉะนั้น ภาพในเชิงธุรกิจของทั้ง 2 ธนาคาร จึงแทบจะไม่ซ้ำซ้อนกันเลย แถมโครงสร้างธุรกิจยังเสริมซึ่งกันและกันอีกด้วย
 
“ถ้ารวมกัน แล้วประมาณ 50% เป็นสินเชื่อบุคคล คือรถ บ้าน บัตรเครดิต อีก 50% เป็นสินเชื่อธุรกิจ และเอสเอ็มอี ทำให้ balance กันดี สินเชื่อธุรกิจ เวลาปล่อยๆ ก้อนใหญ่ แต่ดอกเบี้ยไม่ได้ แต่สินเชื่อบุคคลดอกเบี้ยดี ความเสี่ยงกระจาย หลักการใหญ่ๆ เป็นฐานที่ทำให้เราสู้กับคู่แข่งได้ดีขึ้น ขณะเดียวกันมีฐานะลูกค้าที่ใหญ่ขึ้น เพราะไม่ใช่เงินกู้เงินผ่อนอย่างเดียว แต่มีอย่างอื่นด้วยอย่างประกันชีวิต”
 
นอกจากนี้ การควบรวมยังทำให้โครงสร้างธุรกิจมีประสิทธิภาพมากขึ้นในเชิงรายได้ เพราะสินเชื่อรถยนต์ จะเป็นการคิดอัตราดอกเบี้ยคงที่ ส่วนสินเชื่อธุรกิจจะเป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัว ฉะนั้น จึงเป็นข้อดีอีกประการหนึ่งในแง่เวลาที่ดอกเบี้ยมีความผันผวน
 
อย่างไรก็ตาม ทันทีที่มีข่าวการซื้อธนาคารนครหลวงไทย ก็มีคำถามตามมาว่า “ซื้อนครหลวงไป แล้วทำ corporate loan เป็นหรือ?”
 
“ต้องบอกว่า จริงๆ ก่อนวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง เราทำสินเชื่อ corporate มา เราซื้อหนี้ ปรส. เราเอาบริษัทใหญ่ๆ เข้าตลาดหลักทรัพย์ เราช่วยระดมทุนธนาคารใหญ่ๆ เป็นหมื่นๆ ล้าน เราก็ทำมาหมดแล้ว เพียงแต่ว่าตอนต้มยำกุ้งมา เราตั้งต้นใหม่ เราจำเป็นต้อง niche market ขึ้น ฉะนั้นเราทำเป็น ไม่มีปัญหา”
 
ทั้งหมดนี้ จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ธนาคารธนชาตสนใจธนาคารนครหลวงไทย โดยใช้เวลาศึกษานานร่วม 2 ปีก่อนตัดสินใจเข้าซื้อ
 
“ดูต่อ เนื่องกันมา 2 ปี ศึกษาและรอจนกระทั่งกองทุนฟื้นฟูประกาศขาย อันนี้เราพิจารณาร่วมกับโนวาสโกเทีย หุ้นส่วนด้วย 
ก็เห็นพ้องต้องกันว่าเป็นประโยชน์ในการขยาย แล้วเราใหญ่ขึ้น บริการการเงินครบถ้วนขึ้น เป็นประโยชน์กับลูกค้า ความที่เราใหญ่ขึ้นทำให้สามารถพัฒนาเงินทุนในระบบดีขึ้น”
 
ไม่เพียงแค่นั้น สมเจตน์ ยังบอก
อีกด้วยว่า จริงๆ แล้ว ดีทั้งในเชิงธุรกิจของ
ธนชาต และยังเป็นการสนองตอบนโยบายธนาคารแห่งประเทศไทยในการสนับสนุนการควบรวม กิจการภายในประเทศเพื่อให้มีขนาดใหญ่ เพราะจะทำให้สถาบันการเงินสามารถลงทุนได้ดีขึ้น มี economy of scale ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และบริการ ที่สำคัญ คือการนำไปสู่ความมั่นคง
 
สำหรับสาขา ซึ่งเป็นเสมือนแขนขาในการทำธุรกิจนั้น ดูเหมือนว่าธนาคารธนชาต จะใช้เวลาอันรวดเร็วในการสร้างสาขาถึง 200 กว่าสาขา ขณะที่ธนาคารนครหลวงไทยมี 400 กว่าสาขา ทันทีที่การควบรวมกิจการเสร็จสิ้นประมาณปี 2554 จะมีสาขารวม 687 แห่ง และตู้เอทีเอ็มอีก 2,101 เครื่อง
 
“อย่างสาขาแม้จะซ้อนกันบ้างก็รวม แล้วก็ไม่ใช่ว่าเราจะหยุดโต เราก็จะโตอีก ดังนั้น สาขายังจำเป็น”
 
สมเจตน์ เชื่อมั่นว่า ในที่สุดจะนำไปสู่การทำให้ลูกค้าเห็นว่าธนาคารมีความมั่นคง และเมื่อมีความมั่นคงก็จะสามารถระดมเงินฝากมากขึ้นด้วยต้นทุนที่ดีขึ้น  “รายการ นี้ทั้งสองแห่งไม่มีใครเป็นน้ำเสีย เขาแข็งแรง เราไปดูแล้ว เรียกว่าเอาเก่งสองคนมาร่วมกัน เก่งเล็กสองคนรวมเป็นเก่งใหญ่ โดยมีโนวาสโกเทียสนับสนุนอยู่ มันเป็นการผสมสานระหว่าง local expertise กับ international expertise จากโนวาสโกเทีย” 
 
 
Due Diligence ผ่าน
 
กลยุทธ์ในการเข้าควบรวมกิจการ มักจะพิจารณาหลายด้านประกอบกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการคิดราคา ไปจนถึงการบริหารจัดการภายหลังการซื้อหรือควบรวมกิจการเสร็จสิ้นแล้ว ทั้งนี้ สิ่งสำคัญที่สุดก่อนการตัดสินใจในขั้นตอนสุดท้ายคือ การตรวจสอบข้อมูลทางการเงินอย่างละเอียด ซึ่งเรียกว่าการทำ Due Diligence ซึ่งจะทำทั้งในด้านการเงิน ด้านกฎหมาย และด้านการประเมินราคาทรัพย์สินที่สำคัญ เพื่อให้มั่นใจว่าการกำหนดราคานั้นมีความสมเหตุสมผลตามความเป็นจริง
 
หลายครั้งที่เมื่อทำ Due Diligence แล้วทำให้โครงการควบรวมต้องล้มเลิกไป อันเนื่องมาจากการตรวจพบว่า มีบางอย่างซุกซ่อนอยู่
 
“ตอนทำ Due Diligence ทางธนาคารธนชาตประเมิน 2 ด้านหลัก คือ 1. ดูทรัพย์สินปัจจุบันราคาจริงเป็นเท่าไร และ 2. ต่างคนต่างอยู่แบงก์จะเติบโตยังไง แต่ถ้ารวมกันแล้วด้วยเครือข่ายที่ใหญ่ขึ้น ด้วยทรัพยากรบุคคลที่รวมกัน ด้วยฐานลูกค้าใหญ่ขึ้น ฐานต้นทุนดีขึ้น สามารถคิดค้นนวัตกรรมเอาไปขายเรียกว่า cross sale มูลค่าที่เพิ่ม เราพิจารณาจากพวกนี้ คำนวณตีค่าออกมาเป็นราคา ฉะนั้น ราคา 32.50 บาท/หุ้น ไม่แพง”
 
ดีลนี้ธนาคารธนชาต ต้องทุ่มทุน 68,000 ล้านบาท โดยจ่ายให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟู 1,005 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 47.58% ในราคาหุ้นละ 32.50 บาท คิดเป็นจำนวนเงิน 32,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลือรองรับการทำเทนเดอร์ออฟเฟอร์
 
ทั้งนี้ การจะตอบว่า คุ้มหรือไม่คุ้มนั้น คงต้องดูต่อจากนี้ว่า มูลค่าเพิ่มที่ดูกันไว้นั้นจะร่วมกันสร้างให้เป็นจริงหรือไม่?
 
อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่คือหนี้เน่าที่ซ่อนอยู่ ซึ่งสมเจตน์ กล่าวยอมรับว่า 
เรื่องเอ็นพีแอลยังไม่จบ และตอนทำ Due Diligence พอจะรู้อยู่ ก็ได้มีการหารือกันว่าวิธีที่จะได้ผลเร็วที่สุดที่จะแก้ปัญหานี้คืออะไร
 
“มีหลายทาง เลือก ใช้ทีมเก่าทำ หรือทีมเราก็มีความเชี่ยวชาญเรื่องนี้ เบื้องต้นหารือกันอยู่ มันจะแยกได้เป็นสองกลุ่ม corporate ก็เป็นรายๆ ไป ส่วนรายย่อยกระจายขนาดไหนก็ต้องดูกันต่อไปอีก แต่ที่แน่ๆ ไม่หนักใจ เรื่องแก้หนี้เสีย สำหรับเราชิวๆ เพราะเราซื้อหนี้มาเยอะแล้ว ซื้อ ปรส. ผมเองเป็นอดีตกรรมการผู้จัดการ บสท. แก้หนี้เสียระดับประเทศมาแล้ว เชื่อว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเล็ก”
 
alt
 
ไร้ปัญหาวัฒนธรรม
 
“หลักการควบ รวมกิจการ ต้องดูว่าโมเดลชนกันไหม การสื่อสารเพียงพอที่จะสร้างความเข้าใจหรือไม่ และต้องมีความชัดเจนเรื่องกลยุทธ์ที่จะเดินต่อ” สมเจตน์ อธิบายถึงปัจจัยที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในการควบรวมกิจการ
 
ซึ่งโดยปกติการควบรวมกิจการที่ไม่ประสบความ สำเร็จภายหลังการควบรวมแล้ว มักจะเกิดจากปัญหา เช่น การประเมินค่าสูงเกินไปสำหรับศักยภาพที่ได้จากการรวมกิจการนั้นๆ และการบริหารการรวมตัวกันหลังจากมีการควบรวมกิจการแล้วทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร โดยเฉพาะเรื่องของวัฒนธรรมองค์กร ดังตัวอย่างหนังเรื่อง Gung Ho ที่กล่าวถึงในตอนแรก
 
ว่ากันถึงสไตล์การบริหารงานของธนาคารนคร หลวงไทย และธนาคารธนชาต สมเจตน์ ฉายภาพให้เห็นว่า อันที่จริงไม่แตกต่างกันนัก โดยเหตุผลคือ ประการแรกทุกคนเห็นตรงกันว่าจะร่วมกันเพื่อขายสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ประการที่สอง การบริหารงานจะใช้หลักเลือกระบบงาน และผู้บริหารที่มีความสามารถ ประการที่สาม ทั้งคู่เป็นผู้บริหารมืออาชีพอยู่แล้ว
 
ประมวลจากคำพูดของ สมเจตน์ ทำให้เห็นว่า ทุกอย่างน่าจะราบรื่น เพราะ หนึ่ง ความขัดแย้งนั้นน้อยมาก และสอง ความซ้ำซ้อนในเชิงธุรกิจแทบไม่มี
 
“เราคนไทย ด้วยกัน เราเข้าใจ คุยกันได้ ธุรกิจเหมือนกันไม่ตีกัน ก็จะมีเล็กๆ น้อยๆ ท่านประธานพูดชัดเจน เราใช้หลักฝีมือ ดูความสามารถ อย่างธนาคารนครหลวงไทยจัดเจนเรื่องสินเชื่อบ้าน คุณทำเลย เราจะเป็นฝ่ายตาม เพราะเป้าหมายของเราคืออะไรก็ได้ที่ดีกับลูกค้าและผู้ถือหุ้น”
 
ที่สำคัญ ทั้งธนาคารนครหลวงไทยเองเคยผ่านการควบรวมกับธนาคารศรีนครมาก่อนแล้ว ขณะที่ฝั่งธนาคารธนชาตเองก็ผ่านการร่วมกิจการกับโนวาสโกเทียเช่นเดียวกัน
 

“ผมว่าไทย กับไทยเนี่ยง่ายกว่าฝรั่งกับไทย เรามีประสบการณ์กับโนวาสโกเทีย ว่าเป็นฝรั่งที่เข้าใจไทย ปัญหาน้อย เขียนไทยได้เขียนไทย เขียนอังฤษได้เขียน เวลาพรีเซ็นต์พูดอังกฤษไม่ได้ ก็พูดไทย เดี๋ยวมีคนแปล เราไม่ให้ภาษาเป็นปัญหาอุปสรรค และที่สำคัญ ประธานกรรมการบันเทิง ตันติวิท พูดชัดเจนว่า ซื้อราคานี้เพราะเราเห็นค่าของทรัพยากรบุคคล แบงก์นครหลวงไทยไม่ได้มีแต่โต๊ะเก้าอี้ ฉะนั้นเรื่องคน อยู่ที่เราสามารถสร้างโอกาสให้เขาได้ใช้ความเชี่ยวชาญสร้างโพรดักท์ใหม่ๆ ให้ลูกค้าหรือเปล่า”
 
อาจกล่าวได้ว่า ธนาคารนครหลวงไทย ถือว่ามีประสบการณ์ด้านธนาคารพาณิชย์มายาวนาน ดังนั้น ทรัพยากรบุคคลของแบงก์ย่อมมีคุณภาพ มีความเชี่ยวชาญ การได้รวมกันจึงเป็นการประสานความเชี่ยวชาญของคน 2 กลุ่มซึ่งมีความเชี่ยวชาญคนละด้าน 


ที่มา : http://www.mbamagazine.net/home/index.php/blog/43-bizandfinance/186-tbank-scib

การวิเคราะห์ข่าว :
   ผู้บริหารธนาคารธนชาตได้ออกมาเปิดเผยถึงผลการควบรวมกิจการระหว่างธนาคารธนชาตกับธนาคารนครหลวงไทย โดยภาพรวมในขั้นตอนต่อไปนั้น ก็คือการทำคำเสนอซื้อหุ้นคืน (tender offer)จากนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ โดยธนาคารธนชาตจะเสนอรับซื้อหุ้นในราคาเดียวกับที่ซื้อจากกองทุนเพื่อการ ฟื้นฟู ซึ่งคาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในเดือนกรกฎาคมนี้
     จากนั้น โดยภาพใหญ่จะดำเนินธุรกิจภายใต้ชื่อ 2 ธนาคารไปอีกระยะหนึ่งจนกระทั่งทำแผนควบรวมแล้วได้รับอนุมัติจากแบงก์ชาติ คาดว่าต้นปี 2554 ก็จะเกิดการควบรวมจริงเหลือหนึ่งธนาคาร
     โดยขณะนี้ผู้บริหารสองแห่งอยู่ระหว่างการ หารือกันเพื่อที่จะเปรียบเทียบ ผลิตภัณฑ์เสนอลูกค้า ระบบงาน ระบบการตลาด ว่าตรงไหนที่เหมือนและต่างกัน แล้วนำไปสู่การวิเคราะห์ร่วมกันเพื่อเสนอผู้บริหารสูงสุดพิจารณาว่าควรจะใช้ โพรดักท์แบบใด ใช้ระบบงานแบบไหน และระบบตลาดจะเป็นอย่างไร จากนั้นจะปรับเปลี่ยนทั้ง 2 ธนาคารให้มีระบบที่ว่าเหมือนกัน เพื่อให้สามารถออกไปบริการลูกค้าได้ การวิเคราะห์ตรงนี้เป็นส่วนสำคัญที่อยู่ในแผนที่จะเสนอขออนุมัติจากแบงก์ ชาติ นอกเหนือจากการนำเสนอสภาพคล่องของธนาคาร ความเพียงพอของเงินทุน ความราบรื่นของระบบ เพื่อมั่นใจว่าประชาชนจะได้รับบริการต่อเนื่องและเมื่อทุกอย่างแล้วเสร็จ ปี 2554 ธนาคารธนชาตก็พร้อมที่จะทะยานออกไปต่อกรกับแบงก์ยักษ์ต่อไป 

แคมเปญพาเหรดดอกเบี้ยได้ใจ

    

ที่มา : ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)

การวิเคราะห์ข่าว :
     ธนาคารธนชาตและธนาคารนครหลวงไทย ออกรายการส่งเสริมการขายด้วยการจัดแคมเปญพาเหรดดอกเบี้ยได้ใจ ฝากประจำพิเศษ 7 เดือน, ฝากประจำพิเศษ 11 เดือน, ตั๋วแลกเงิน 9 เดือน และปรับอัตราดอกเบี้ยออมทรัพย์อัลตร้าเซฟวิ่ง"

สินเชื่อเพื่อการศึกษาปริญญาโทและปริญญาเอก

 
                                                                                                                                                                                                                                                                                          

เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการศึกษาของตนเองในระดับปริญญาโท และปริญญาเอก กับสถาบันการศึกษาภายในประเทศ ทุกสถาบัน ทุกหลักสูตร

รายละเอียดผลิตภัณฑ์
  • วงเงินสินเชื่อ : 100% ของค่าเล่าเรียนตามหลักสูตร ขั้นต่ำ 100,000 บาท สูงสุดไม่เกิน 1,000,000 บาท
  • ระยะเวลาการผ่อนชำระ : สูงสุดไม่เกิน 8 ปี
  • การค้ำประกัน : บุคคล หรือเงินฝากประจำ หรืออสังหาริมทรัพย์ค้ำประกัน
  • การชำระคืน : ชำระคืนค่างวดทันที แบบลดต้นลดดอก
  • วิธีการชำระคืน : หักบัญชีอัตโนมัติธนาคารธนชาต
  • วิธีการเบิกเงินกู้ : 
    • ทยอยเบิกเงินกู้เป็นงวด ตามเอกสารการลงทะเบียนในแต่ละภาคการศึกษา โดยจ่ายเช็คในนามสถาบันการศึกษา
    • กรณีผู้กู้ลงทะเบียนไว้ก่อนที่จะได้รับอนุมัติสินเชื่อ ให้จ่ายเงินกู้ตามใบเสร็จรับเงินที่สถาบันการศึกษาออกให้โดยนับย้อนหลังได้ 1 ภาคการศึกษาเท่านั้น 
ที่มา : ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน)

การวิเคราะห์ข่าว :
     ธนาคารธนชาตเล็งเห็นถึงความสำคัญของการศึกษาในระดับที่สูงกว่าปริญญาตรี จึงออกสินเชื่อเพื่อการศึกษาปริญญาโท-เอก ในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐและเอกชนภายในประเทศ สำหรับลูกค้าของธนาคารและประชาชนโดยทั่วไปที่ไม่ทุนทรัพย์เพียงพอ โดยวงเงินสินเชื่อ 100 % ของค่าเล่าเรียนตามหลักสูตร มีเวลาผ่อนยาวนานถึง 8 ปี

วันพุธที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2554

ศูนย์รับฝากฯ จับมือแบงก์ธนชาตร่วมโครงการ e-Dividend บริการผู้ถือหุ้น


ศูนย์รับฝากฯ จับมือแบงก์ธนชาตร่วมโครงการ e-Dividend บริการผู้ถือหุ้น
    
      นายโสภาวดี เลิศมนัสชัย รองผู้จัดการกลุ่มงานการตลาดและงานบริการหลังการซื้อขายหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมลงนามในสัญญามอบหมายการเป็นธนาคารผู้โอนเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น (Sending Bank) ภายใต้โครงการ e-Dividend กับนุสรา รุนสำราญ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) เพื่อให้ผู้ลงทุนที่ใช้บริการ e-Dividend ได้รับความสะดวกมากยิ่งขึ้น และยังเป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ในการเลือกใช้ บริการอีกด้วย 
 
ที่มา : Positioning Online 2 เมษายน 2554
 
การวิเคราะห์ข่าว :
    ธนาคารธนชาตร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมลงนามในสัญญามอบหมายธนาคารเป็นผู้โอนเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น ภายใต้โครงการ E-Dividend เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ในการเลือกใช้บริการอีกด้วย

บัตรเครดิตธนชาต ไดร์ฟ มอบสิทธิประโยชน์มากกว่าที่ The Nin


บัตรเครดิตธนชาต ไดร์ฟ มอบสิทธิประโยชน์มากกว่าที่ The Nine
 
     ลูกค้าบัตรเครดิตและบัตรเดบิตธนาคารธนชาตและธนาคารนครหลวงไทย ทุกครั้งที่ ใช้จ่ายที่ The Nine Neighborhood Center รับส่วนลดและสิทธิประโยชน์มากมาย ณ ร้านค้าชั้นนำที่ร่วมรายการ พิเศษ! เฉพาะสมาชิกบัตรเครดิตธนชาตไดร์ฟ และบัตรเครดิตนครหลวงไทย  รับคะแนนสะสม 9 เท่าทุก ๆ การใช้จ่าย  พร้อมลุ้นรับ 99 รางวัลพิเศษ อาทิ ร่วมลุ้น เลือกสุดยอด 1 ใน 3 เส้นทางในฝัน Alaska, Maldives, Scandinavian หรือ Cash Back 50,000 บาท หรือ รางวัล ipad 2 มูลค่ารวมกว่า 700,000 บาท ตั้งแต่วันนี้ – 31 ม.ค. 2555 หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ธนชาต Contact Center 1770 
 
ที่มา : Positioning Online 30 สิงหาคม 2554
การวิเคราะห์ข่าว :
     ธนาคารธนชาตและธนาคารนครหลวงไทย มอบส่วนลดและสิทธิประโยชย์มากมายให้ลูกค้าบัตรเครดิตและบัตรดิตธนาคารธนชาตและธนาคารหลวงไทย ที่ใช้จ่ายผ่านร้าน Nine Neighborhood Center โดยรับส่วนลดและสิทธิประโยชน์มากมาย ณ ร้านค้าชั้นนำที่ร่วมรายการ พิเศษ!พร้อมลุ้นรับ 99 รางวัลพิเศษ อาทิ ร่วมลุ้น เลือกสุดยอด 1 ใน 3 เส้นทางในฝัน Alaska, Maldives, Scandinavian หรือ Cash Back 50,000 บาท

ลุ้นชมการแข่งขัน F1 กับบัตรเครดิตธนชาตไดร์ฟและ SF


ลุ้นชมการแข่งขัน F1 กับบัตรเครดิตธนชาตไดร์ฟและเอส เอฟ
   
 
     นายฌอง มาร์ค ดาแลร์ ผู้อำนวยการอาวุโส ผลิตภัณฑ์บัตรเครดิต ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) และนายสุพัฒน์ งามวงศ์ไพบูลย์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เอส เอฟ ซีนีม่า ซิตี้ จำกัด ร่วมนำเสนอโปรโมชั่นสำหรับแฟนๆ ภาพยนตร์ที่ชื่นชอบความแรง เมื่อซื้อบัตรชมภาพยนตร์ทุก 2 ที่นั่ง ในเครือ SF ผ่านบัตรเครดิตธนชาต ไดร์ฟและบัตรเครดิตนครหลวงไทย รับทันที Double Coupon ลุ้นโชค 2 เท่า ชิงแพ็คเกจบินลัดฟ้าสัมผัส 2 ประสบการณ์ความแรงกับการแข่งขัน F1 ณ สนาม ABUDHABI GRAND PRIX 2011 ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ และสนุกกับ Ferrari World สวนสนุกในร่มใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งแต่วันที่ 5 พ.ค.-30 มิย.นี้ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Call Center โทร.1770
 
ที่มา : Positioning Online 6 พฤษภาคม 2554

การวิเคราะห์ข่าว :
     ธนาคารธนชาตร่วมกับโรงภาพยนตร์เอส เอฟ ซีนีม่า ซิตี้ จัดรายการส่งเสริมการตลาดด้วยการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตธนชาต ไดร์ฟและบัตรเครดิตนครหลวงไทย พร้อมลุ้นชิงแพ็คเกจบินลัดฟ้าไปร่วมชมกรแข่งขัน F1 ถึงติดขอบสนามที่ประเทศ UAE (สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์)

วันอังคารที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2554

บัตรเครดิตธนชาต ไดร์ฟ จับมือพารากอนเดินหน้าเอาใจลูกค้าไฮเอนด์

บัตรเครดิตธนชาต ไดร์ฟ จับมือพารากอนเดินหน้าเอาใจลูกค้าไฮเอนด์
    
     บัตรเครดิตธนชาต ไดร์ฟ และบัตรเครดิตนครหลวงไทย เดินหน้าไม่หยุดรุกเอาใจขาช้อปสินค้าไฮเอนด์ จับมือพารากอน คัดร้านค้าแบรนด์เนมระดับโลกมอบส่วนลดพิเศษสุดคุ้มถึง 30% ในงาน World Fashion and Luxury Trend Autumn Winter

     นายฌอง มาร์ค ดาแลร์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายพัฒนาบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า หลังจากที่ธนชาตได้จัดกิจกรรมทางการตลาดและรายการส่งเสริมการขายอย่างต่อ เนื่องให้แก่ลูกค้าบัตรเครดิตธนชาต ไดร์ฟ และบัตรเครดิตนครหลวงไทย ซึ่งขณะนี้มีจำนวนสมาชิกบัตร 570,000 ใบ จากการวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้จ่ายผ่านบัตรของลูกค้าอย่างใกล้ชิด พบว่าลูกค้าได้ให้ความสนใจและตอบรับกิจกรรมส่งเสริมการขายในหมวดช็อปปิ้ง เป็นอย่างมาก ที่ผ่านมาเราได้จัดแคมเปญร่วมกับห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ ในการมอบส่วนลด และการแลกของสมมนาคุณต่าง ๆ หรือการจับรางวัลให้แก่ลูกค้าสมาชิกได้เข้าร่วมชมการแข่งขัน F1 ที่ประเทศสิงคโปร์และดูไบ ส่งผลให้ยอดการใช้จ่ายในห้างสรรพสินค้าเพิ่มสูงขึ้นถึง 22% จึงเป็นเหตุผลที่เราเลือกทำแคมเปญทางการตลาดให้สอดคล้องกับความต้องการของ ลูกค้าอย่างตรงจุด จึงได้เข้าร่วมกิจกรรมกับศูนย์การค้าสยามพารากอน ในงาน “World Fashion and Luxury Trend Autumn Winter” ซึ่งงานดังกล่าวเรามั่นใจว่าจะสามารถตอบโจทย์ลูกค้าที่ชื่นชอบสินค้าแบรนด์ เนมระดับไฮเอนด์ จากร้านค้าที่เราคัดสรรมาเพื่อสมาชิกบัตรเครดิตธนชาต ไดร์ฟ และบัตรเครดิตนครหลวงไทย โดยเฉพาะ ซึ่งมีจำนวนร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการกว่า 40 ร้านค้า ที่จะมอบสิทธิพิเศษต่าง ๆ และส่วนลดสูงสุดถึง 30% พร้อมมอบของสมมนาคุณพิเศษอีกมากมาย อาทิ บัตรกำนัลที่พัก 2 วัน 1 คืนจาก Jasmine Pool Villa และ Private Villa ที่เทวัญดารา รีสอร์ท แอนด์ สปา หัวหิน เป็นต้น โดยลูกค้าสามารถใช้สิทธินี้ได้ในงาน “World Fashion and Luxury Trend Autumn Winter” ได้ตั้งแต่วันนี้ – 30 กันยายน 2554

      นายฌอง มาร์ค ดาแลร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าแคมเปญดังกล่าวจะสามารถตอบแทนลูกค้าได้อย่างตรงความ ต้องการ และจะตอกย้ำให้ลูกค้าใช้บัตรธนชาต ไดร์ฟ (Brand Awareness) ในการใช้จ่ายอย่างชาญฉลาดทุกครั้งที่ต้องการ รวมถึงจะเป็นการเพิ่มฐานสมาชิกในกลุ่มลูกค้าระดับบนโดยผ่านแคมเปญต่าง ๆ ที่เราคัดสรรค์มาเพื่อลูกค้าโดยเฉพาะ เรามั่นใจว่าลูกค้าจะได้รับประโยชน์จากการใช้บัตรเครดิตธนชาตได้อย่างคุ้ม ค่าที่สุด นายฌอง มาร์ค กล่าวสรุป

ที่มา : positioning online วันที่ 6 กันยายน 2554

การวิเคราะห์ข่าว :
       ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) ได้จัดกิจกรรมทางการตลาดและรายการส่งเสริมการขายอย่างต่อ เนื่องให้แก่ลูกค้าบัตรเครดิตธนชาตไดร์ฟและบัตรเครดิตนครหลวงไทยจำนวนสมาชิกบัตร 570,000 ใบ จึงได้เข้าร่วมกิจกรรมกับศูนย์การค้าสยามพารากอน ในงาน “World Fashion and Luxury Trend Autumn Winter” ซึ่งงานดังกล่าวมั่นใจว่าจะสามารถตอบโจทย์ลูกค้าที่ชื่นชอบสินค้าแบรนด์เนมระดับไฮเอนด์ ซึ่งมีจำนวนร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการกว่า 40 ร้านค้า ที่จะมอบสิทธิพิเศษต่าง ๆ และส่วนลดสูงสุดถึง 30% พร้อมมอบของสมมนาคุณพิเศษอีกมากมาย

ธนาคารธนชาตในมิติใหม่ "เราจะแข่งขันกับใครก็ได้ในประเทศนี้"

      อาจจะเร็วเกินไป หากจะบอกว่าธนาครธนชาตมุ่งหมายจะเป็นหนึ่งในผู้นำธนาคารพาณิชย์ แต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าเป็นสถาบันการเงินน้องใหม่ที่ทะยานจากธนาคารขนาด เล็กกลายไปเป็นแบงก์ขนาดใหญ่ เป็นเรื่องน่าจับตามองไม่น้อย “เราพร้อมแล้วในฐานะธนาคารอันดับ 5 ของประเทศไทย เรามีฐานธุรกิจครบเครื่อง และเชื่อว่าเราจะเจริญเติบโตในทุกด้าน” เป็นคำกล่าวของสมเจตน์ หมู่ศิริเลิศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) ด้วยคำกล่าวที่ฮึกเฮิมของแม่ทัพ สมเจตน์ น่าจะสร้างขวัญและกำลังใจให้พนักงานกว่า 16,844 คน ซึ่งได้รวมพนักงาน 2 องค์กร คือธนาคารธนชาต กับธนาคารนครหลวงไทย
      ธนาคารธนชาตเป็นอีกหนึ่งธนาคารลูกครึ่งมีผู้ถือหุ้นหลักอยู่ 2 กลุ่ม คือ บมจ.ทุนธนชาต ที่มีกลุ่มบริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) หรือกลุ่มเจ้าของธุรกิจ มาบุญครองเป็นผู้ถือหุ้นหลัก ส่วนสโกเทียแบงก์ ประเทศแคนาดาถือหุ้นในธนาคารธนชาตร้อยละ 48.99 โดยเริ่มเข้ามาถือหุ้น ตั้งแต่ปี 2550 หลังจากที่ธนาคารธนชาตเข้าซื้อกิจการธนาคารนครหลวงไทยอย่างเป็นทางการ เมื่อปีที่ผ่านมาและต้องใช้เวลากว่า หนึ่งปีเพื่อรวมทรัพย์สิน พนักงาน ระบบไอที และส่งแผนปฏิบัติการให้ธนาคารแห่งประเทศไทยอนุมัติในไตรมาสแรกของปีนี้
        เป้าหมายการเข้าซื้อกิจการธนาคาร นครหลวงไทยของธนาคารธนชาต เพื่อเป็นธนาคารที่ให้บริการการเงินครบวงจร และเป็นธนาคารขนาดใหญ่เทียบเท่ากับธนาคารไทยพาณิชย์และธนาคารกสิกรไทย เพราะก่อนหน้านี้ธนาคารธนชาตตระหนักดีว่าบริการการเงินทุกประเภทหากมีส่วน แบ่งการตลาดน้อยกว่าร้อยละ 10 จะทำให้ตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก
หากธนาคารมีเป้าหมายใหญ่ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นแบงก์ขนาดเล็กต่อไป 
      ตลอดระยะเวลาการทำธุรกิจของธนาคารธนชาตกว่า 30 ปีที่ผ่านมา มีจุดแข็งคือเป็นผู้ให้บริการเช่า-ซื้อรถยนต์ ปัจจุบันเป็นผู้นำให้บริการด้านนี้และมีส่วน แบ่งการตลาดร้อยละ 25-26 ขณะที่ธนาคาร นครหลวงไทยมีจุดแข็งที่จำนวนสาขา มีลูกค้าสินเชื่อกลุ่มองค์กรและเอสเอ็มอี สิ่งที่ธนาคารนครหลวงไทยมีเป็นสิ่งที่ธนาคารธนชาตต้องการมาเสริมจุดอ่อน ดังนั้นการรวมกิจการของทั้งสอง ธนาคาร ทำให้ธนาคารธนชาตเพิ่มบุคลากร ของธนาคาร สาขา ตู้เอทีเอ็ม แม้กระทั่งสินทรัพย์ก้าวกระโดดเป็น 872,654 ล้านบาท กลายเป็นอันดับ 5 ของธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทย
      ธนชาตแบ่งลูกค้าออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่คือลูกค้ารายย่อย และกลุ่มลูกค้าองค์กร และเอสเอ็มอี ซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้กับองค์กรได้กลุ่มละร้อยละ 50
รายได้อย่างละครึ่งที่มาจากรายย่อย และองค์กร เป็นสิ่งที่ธนาคารส่วนใหญ่ปรารถนา โดยเฉพาะลูกค้ารายย่อย เพราะ ข้อดีของการมีรายย่อยจำนวนมากจะช่วยกระจายความเสี่ยง และได้รับผลตอบแทนมาก ที่ผ่านมาธนชาตจะมีรายได้ของทั้งรายย่อยและรายใหญ่เท่ากันก็ตาม แต่ในอนาคตธนาคารจะขยายไปยังกลุ่มลูกค้าราย ย่อยเพิ่มขึ้น เพราะมองว่าจะทำให้ธุรกิจโต อย่างจีรังมากกว่า
      แม้สมเจตน์จะกล่าวว่าธนาคารมีความพร้อม มีธุรกิจครบเครื่อง แต่เขาก็ยอมรับว่าดีเดย์ของธนาคารธนชาตจริงๆ คือไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ เพราะจากนี้ไปอีก 7 เดือน ธนาคารยังอยู่ในกระบวนการแผน ควบรวม โดยมีทีมเข้ามาช่วยในการควบรวมในครั้งนี้ทั้งหมด 30 ทีม อาทิ ทีมโอเปอ เรชั่น ทีมไอที ทีมสื่อสาร ทีมอบรม และทีมที่ถูกจัดตั้งขึ้นมีผู้บริหาร 300 คนของทั้งสองธนาคารร่วมกันปฏิบัติแผนดังกล่าว
ในช่วงเวลาควบรวมกิจการ ทั้งสองธนาคารยังคงเปิดให้บริการไปตามปกติ แต่ธนาคารธนชาตได้เริ่มปรับดอกเบี้ยเงินฝากระหว่างธนาคารนครหลวงไทยและ ธนาคารธนชาตให้เท่ากัน แม้ว่าเอกสารจะยังคงใช้แตกต่างกันอยู่ในปัจจุบัน
ผู้บริหารยืนยันว่าในเดือนตุลาคมจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะสาขา ของนครหลวงไทยจะถูกปรับโฉมใหม่ให้กลายเป็นสาขาธนชาตทั้งหมดโดยมีสีส้มเป็น สัญลักษณ์ จากทั้งหมดมีสาขารวมกัน 678 แห่ง

      ส่วนลูกค้าจำนวน 3,800,000 รายที่มีอยู่ในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งที่มีบัญชีเงินฝาก บัตรเครดิต บัตรเอทีเอ็มของนครหลวงไทย ก็สามารถนำไปใช้บริการในสาขาธนชาต และต่อไปในอนาคตบริการทุกประเภทจะเปลี่ยนไปใช้ผลิตภัณฑ์ของธนชาตทั้งหมด
ด้านระบบไอที สโกเทียแบงก์ได้เข้า มาช่วยวางระบบเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา และธนาคารได้พัฒนาระบบให้เชื่อมโยงกันได้ และนับว่าเป็นเรื่องโชคดีที่ระบบคอร์แบงก์กิ้งของทั้งสองธนาคารใช้ระบบคล้าย กันคือ ของบริษัท Silver Lake ประเทศมาเลเซีย แต่ธนชาตได้นำระบบไอทีของไอบีเอ็มเข้ามาเสริมเพิ่มเติม และระบบเหล่านี้จะทำให้ ลูกค้าของธนาคารทั้งสองแห่งสามารถฝาก-ถอนได้ทุกสาขา รวมถึงบริการอื่นๆ

ที่มา : นิตยสารผู้จัดการ 360 องศา ฉบับเดือนเมษายน 2554

การวิเคราะห์ข่าว :
     ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) ประกาศพร้อมที่จะมุ่งสู่การเป็นหนึ่งในผู้นำของธนาคารพาณิชย์ไทย หลังบรรลุแผนควบรวมกิจการกับธนาคารนครหลวงไทย ด้วยฐานธุรกิจที่ครบวงจร เงินทุน และคณะผู้บริหาร พร้อมๆกับการพัฒนาการให้บริการแก่ลูกค้าของธนาคารนครหลวงไทยซึ่งจะต้องเป็นลูกค้าของธนาคารธนชาตในอนาคต โดยสามาตถใช้บริการโอนเงิน ฝากเงินของสาขาธนาคารธนชาตได้ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าและก้าวเป็นธนาคารที่เป็นผู้นำของไทย

ตุลาคม 2554 จากสีแดงกลายเป็นสีส้ม "ธนชาต"

      นายนพดล เรืองจินดา รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) บอกกับผู้จัดการ 360 ํ ถึงแผนการปรับปรุงสาขาว่า ภายในเดือนตุลาคมนี้สาขาทั้งหมด 678 แห่งทั่วประเทศที่เป็นของนครหลวงไทยบางส่วนจะปรับโฉมใหม่เป็นสาขาของธนชา ตทั้งหมด
     แผนการปรับปรุงสาขาเขาได้แจ้งกับผู้บริหารประจำสาขาและพนักงานกว่า 8,000-10,000 มาอย่างต่อเนื่อง โดยผ่านการสื่อสารหลากหลายประเภท เช่น อีเมล เอกสาร และรายงานผ่านรายการธนชาตทีวีแชนแนล 
     โฉมใหม่ของธนาคารเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการปรับปรุงสาขา เพราะระยะที่ผ่านมาธนาคารได้ปรับระบบการทำงานของนครหลวงไทยให้เหมือนกับ ธนาคารธนชาต โดยเฉพาะหน่วยงานที่ทำหน้าที่ดูแลสาขา นครหลวงไทยจะเรียกว่า “เขต” ในขณะที่ธนชาต เรียกว่า “ฮับ” และธนาคารจะเปลี่ยนจาก “เขต” ให้กลายเป็น “ฮับ” ทั้งหมด
     ธนาคารจะมีฮับกระจายอยู่ทั่วประเทศทั้งหมดมี 22 แห่ง มีซีอีโอทำหน้าที่ดูแลสาขา เพราะฮับ 1 แห่งจะดูแลสาขาตั้งแต่ 15-50 แห่ง และในแต่ละฮับจะมีหัวหน้าหลายฝ่าย เช่น หัวหน้าดูแลฝ่ายขาย หัวหน้าดูแลสาขา
    สาขาของธนชาตและนครหลวงไทยพื้นที่ตั้งส่วนใหญ่จะไม่ได้อยู่ใกล้กัน เพราะสาขาธนชาตส่วนใหญ่อยู่ในห้างสรรพสินค้า ในขณะที่นครหลวงไทยตั้งอยู่ด้านนอก จึงกลายเป็นการเติมเต็มพื้นที่หายไป แต่ก็มีพื้นที่บางแห่งที่สาขาตั้งอยู่ใกล้เคียงกัน

ที่มา : ผู้จัดการ 360 องศา เมษายน 2554

การวิเคราะห์ข่าว :
     ธนชาตกำลังเตรียมแผนในการปรับปรุงสาขาของธนาคารธนชาตและธนาคารนครหลวงไทย โดยให้มีการยุบรวมกันในกรณีที่มีสาขาอยู่ใกล้กัน เพื่อจะเป็น "ฮับ" ในการบริการลูกค้าอย่างทั่วถึง ซึ่งอาจจะส่งผลให้มียอดเงินฝากหรือยอดการขอสินเชื่อเพิ่มขึ้น

รถแลกเงิน


CYC-59-Poster.jpg


     สินเชื่อธนชาตรถแลกเงิน สินเชื่อเงินสดสำหรับคนมีรถที่ต้องการใช้เงินยามฉุกเฉินหรือเป็นเงินทุนหมุนเวียน เหมาะกับลูกค้าที่มีรถยนต์เป็นชื่อของตนเอง และหมดภาระการผ่อนชำระแล้ว เพียงขับรถของคุณพร้อมนำเล่มทะเบียนมาขอสินเชื่อธนชาตรถแลกเงิน ที่ธนาคารธนชาตทุกสาขา เพียงเท่านี้ คุณก็ได้รับเงินสดง่ายๆ พร้อมทั้งยังสามารถใช้รถได้ตามปกติอีกด้วย

ทำไมถึงควรเลือกสินเชื่อธนชาตรถแลกเงิน

  • ด้วยสาขาธนาคารธนชาต กว่า 250 สาขา ที่ให้บริการครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ
  • พนักงานทุกสาขา มีความเชี่ยวชาญ ตอบทุกข้อสงสัย รู้ราคาประเมินและอัตราดอกเบี้ยเบื้องต้น กำหนดระยะเวลาผ่อนชำระ  รวมถึงจำนวนเงินที่เหมาะสมกับความสามารถในการผ่อนชำระ
  • มั่นใจในระบบราคากลางที่ได้มาตรฐานระดับ ISO
  • เป็นตัวจริงในเรื่องสินเชื่อรถยนต์  ด้วยประสบการณ์ด้านธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์มานาน ทำให้เราเข้าใจ และรู้ว่าคนที่มีภาระเรื่องเงินต้องการอะไร
จุดเด่นของผลิตภัณฑ์
  • ดอกเบี้ยต่ำกว่าสินเชื่อบุคคลทั่วไป
  • อนุมัติรวดเร็ว
  • วงเงินอนุมัติสูงสุด 100% ของราคากลาง (วงเงินอนุมัติเริ่มต้น 50,000 บาทขึ้นไป)
  • ผ่อนสบายนาน 72 เดือน
  • ไม่ต้องใช้ผู้ค้ำประกัน*
  • รับเงินไวภายใน 1 วัน**
  • สะดวก สมัคร และยื่นเอกสารได้ที่ธนาคารธนชาต หรือธนาคารนครหลวงไทยทุกสาขาทั่วประเทศ
ลักษณะบริการ
  • ประเภทรถยนต์ที่รับ
    - รถเก๋ง ที่จดทะเบียนการใช้งานมาแล้วไม่เกิน 16 ปี
    - รถกระบะ ยกเว้นรถรับจ้าง ที่จดทะเบียนการใช้งานมาแล้วไม่เกิน 16 ปี
  • อนุมัติวงเงินสินเชื่อสูงสุด 100% ของราคากลางที่ธนาคารกำหนด โดยอนุมัติเริ่มต้น 50,000 บาทขึ้นไป (คลิ๊กเพื่อดูราคากลาง)
  • การทำประกันภัย
    - บริษัทประกันภัยให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ตามที่ธนาคารกำหนด 


 การวิเคราะห์ข่าว :
     ธนาคารธนชาตได้ออกรายการส่งเสริมการขาย(Promotion) แก่ลูกค้าธนาคารสำหรับผู้ต้องการใช้เงินสดในกรณีฉุกเฉินหรือเป็นเงินทุนหมุนเวียน ด้วยการให้บริการในทุกสาขาของธนาคารธนชาต โดยอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าสินเชื่อบุคคลทั่วไป  อนุมัติรวดเร็ว ผ่อนยาวนานถึง 72 เดือน อีกทั้งไม่ต้องมีผู้ค้ำประกันอีกด้วย



ธนชาตออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้น้ำท่วม


     นายสมเจตน์  หมู่ศิริเลิศ  ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารได้ออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าผู้ประสบภัยน้ำท่วม  ทั้งลูกค้ารายย่อยบุคคลธรรมดา และธุรกิจเอสเอ็มอี  โดยให้พักชำระหนี้สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ได้สูงสุด 90 วัน พร้อมขยายระยะเวลาผ่อนชำระออกไปได้อีกสูงสุด 12 เดือน  เดือน  โดยใช้อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงตามสัญญาเดิม แต่ไม่ต่ำกว่า 2.25% ต่อปี  รวมถึงจะได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมปรับหนี้คงค้าง และค่าธรรมเนียมในการออกหนังสือทวงถาม
     ส่วนบัตรสินเชื่อบุคคลและบัตรเครดิตสามารถขอ ผ่อนผันค่างวดและยอดดอกเบี้ยได้ โดยลูกค้าต้องแจ้งความจำนงค์ขอผ่อนผันสินเชื่อ จากนั้นธนาคารจะผ่อนผันค่างวดหรือค่าธรรมเนียมและยอดดอกเบี้ยจ่าย ณ งวดนั้นๆ โดยจะนำไปสะสมเป็นยอดจ่ายขั้นต่ำตามรอบบัญชีถัดไป ด้านสินเชื่อเคหะไม่ต้องชำระคืนเงินต้นได้นานสูงสุด 12 เดือน

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ วันที่ 20 กันยายน 2554

การวิเคราะห์ข่าว :
     ธนาคารธนชาต ได้เล็งเห็นความสำคัญในกรณีอุทกภัยและพิบัติภัย(น้ำท่วม) จึงออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าผู้ประสบภัยน้ำท่วมทั้งลูกค้ารายย่อยและลูกค้าธุรกิจ SME โดยให้พักชำระหนี้สินเชื่อสำหรับเช่าซื้อรถยนต์ 90 วัน สำหรับลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่กำลังประสบปัญหาในการประกอบธุรกิจ ธนาคารธนชาตจะทำกายช่วยเหลือด้วยการเปิดโอกาสให้ลูกค้าที่มีประวัติการชำระเงินกู้อย่างสม่ำ เสมอและทรัพย์สินในการประกอบธุรกิจได้รับความเสียหายโดยตรงหรือขาดรายได้ สามารถยื่นคำขอยกเว้นการชำระคืนเงินต้นได้สูงสุดนาน 1 ปี และถ้ามีความจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือทางการเงินเพิ่มเติมธนาคารจะ พิจารณาเป็นพิเศษ โดยสนับสนุนสินเชื่อสูงสุด 20% ของวงเงินเดิม หรือสูงสุด 20 ล้านบาท

ธนาคารธนชาต จัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดรับกระแส โชว์ "Walking with Dinosaurs"

     นายอาเจย์ มุนการ์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารฯ มีนโยบายในการจัดกิจกรรมทางการตลาดและกิจกรรมพิเศษต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการสร้างการรับรู้แบรนด์ธนชาตและผลิตภัณฑ์ของธนาคารฯ ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น รวมทั้งเพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสในการสร้างยอดขายให้กับผลิตภัณฑ์ทางการเงินของธนาคาร โดยในระหว่างวันที่ 17 -- 21 พฤศจิกายน 2553 ธนาคารธนชาต ได้เป็นผู้สนับสนุนหลักการจัดโชว์ไฮเทคยิ่งใหญ่ระดับโลก " Walking with Dinosaurs" ซึ่งนำเข้ามาจากประเทศอังกฤษเพื่อมาแสดงมอบความสุขให้กับคนไทย ณ อิมแพค อารีน่า เมืองทองธานี เพื่อเป็นการสร้างกระแสต้อนรับการแสดงชุดยิ่งใหญ่ดังกล่าว ธนาคารฯ ได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาด "ดูฟรียกครัว ทัวร์ฮ่องกงยกทีม" ด้วยการมอบของรางวัล จำนวน 120 รางวัล มูลค่า 1.56 ล้านบาท ให้แก่ผู้ใช้บริการทางการเงินของทั้งธนาคารธนชาต และธนาคารนครหลวงไทย ระหว่างวันนี้ ถึง 30 กันยายน 2553 โดยของรางวัลประกอบด้วย รางวัลที่ 1 บัตรชม Walking with Dinosaurs พร้อมร่วมถ่ายภาพและสัมผัสไดโนเสาร์อย่างใกล้ชิด และแพ็คเกจทัวร์ฮ่องกง ดิสนีย์แลนด์ 3 วัน 2 คืน 5 รางวัล รางวัลละ 4 ที่นั่ง มูลค่ารางวัลละ 128,000 บาท รางวัลที่ 2 บัตรชม Walking with Dinosaurs พร้อมร่วมถ่ายภาพและสัมผัสไดโนเสาร์อย่างใกล้ชิด 15 รางวัล รางวัลละ 4 ที่นั่ง มูลค่ารางวัลละ 8,000 บาท รางวัลที่ 3 บัตรชม Walking with Dinosaursจำนวน 100 รางวัล รางวัลละ 4 ที่นั่ง มูลค่ารางวัลละ 8,000 บาท โดยผู้ใช้บริการของธนาคารธนชาต และธนาคารนครหลวงไทย ที่มีสิทธิเข้าร่วมรายการส่งเสริมการตลาดดังกล่าว ประกอบด้วย เมื่อ สมัครใช้บริการบัตรเดบิตธนาคารธนชาต 1 บัตร ได้รับ 1 สิทธิ์, มียอดเงินฝากออมทรัพย์เฉลี่ยทุกๆ 50,000 บาท รับ 1 สิทธิ์, ใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต ครบทุกๆ 2,000 บาท ต่อบัตร รับ 1 สิทธิ์, สมัครใช้บริการสินเชื่อเคหะและได้รับการอนุมัติ รับ 5 สิทธิ์, มียอดเงินรวมเรียกเก็บตามใบแจ้งยอดบัญชีของบัตรสินเชื่อบุคคลธนชาต FLASH หรือมียอดเงินรวมเรียกเก็บตามใบแจ้งยอดของบัตรสินเชื่อเงินสดธนาคารนครหลวงไทย ทุก ๆ 2,000 บาท รับ 1 สิทธิ์, สมัครใช้บริการสินเชื่อรถยนต์ หรือ สินเชื่อรถแลกเงิน และได้รับอนุมัติ รับ 5 สิทธิ์ ทั้งนี้ จะมีการจับรางวัลวันที่ 29 ตุลาคม 2553 และประกาศรายชื่อผู้โชคดีในwww.thanachartbank.co.th และ www.scib.co.th ภายใน 2 สัปดาห์นับจากวันที่จับรางวัล สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 1770

ที่มา : ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) วันที่ 17 ส.ค.2554

วิเคราะห์ข่าว : 
   ธนาคารธนชาต จัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาด ต้อนรับการแสดงไฮเทคยิ่งใหญ่ระดับโลก "Walking with Dinosaurs " ออกแคมเปญ "ดูฟรียกครัว ทัวร์ฮ่องกงยกทีม" มอบของรางวัลบัตรเข้าชมการแสดง และแพ็คเกจทัวร์ฮ่องกง ดิสนีย์แลนด์ รวมของรางวัลจำนวน 120 รางวัล มูลค่ากว่า 1.56 ล้านบาท ให้แก่ผู้ใช้บริการทางการเงินทั้ง ด้านเงินฝาก สินเชื่อ ของธนาคารธนชาต และนครหลวงไทย ตั้งแต่วันนี้ ถึง 30 กันยายน 2553

วันจันทร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2554

ธนาคารธนชาต พร้อมสนับสนุนเงินทุนเพื่อการอนุรักษ์พลังงานและการประกอบการ





นางนุสรา รุนสำราญ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) ร่วมลงนามกับ นายหิน นววงศ์ รองประธานกรรมการบริหารสถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรม เพื่อประกาศความพร้อมที่ธนาคารธนชาตจะร่วมสนับสนุนเงินทุนเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน ให้แก่ผู้ประกอบการทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้ผู้ประกอบการนำไปลงทุนพัฒนาระบบจัดการด้านพลังงานของบริษัทให้เกิดการประหยัดพลังงานสูงสุดและช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานของบริษัทต่อไป

ที่มา : วารสารการเงินการธนาคาร,วันพุธที่ 18 พฤษภาคม 2554

การวิเคราะห์ข่าว :
  ธนาคารธนชาต ได้เล็งเห็นถึงการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ผู้ประกอบการทั้งภาครัฐและเอกชนตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยได้ประกาศให้ความร่วมมือในการที่จะให้เงินทุนสนับสนุน โดยสถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรมเป็นตัวแทนภาครัฐในการร่วมกันรณรงค์ เพื่อที่จะสามารถพัฒนาระบบจัดการพลังงานและลดต้นทุนด้านพลังงาน                                                                                                

วันพุธที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2554

ธนชาต Speedy Saving 10/2


Speedy Saving 10/2
 
 
 

ธนชาต Speedy Saving 10/2 ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ที่มีระยะเวลาคุ้มครองชีวิต 10 ปี ระยะเวลาชำระเบี้ยประกันภัย 2 ปี รับเงินคืนที่สูงค่าและรวดเร็วตั้งแต่สิ้นปี กรมธรรม์ที่ 1 – 10 พร้อมรับเงินคืนก้อนโตเมื่อครบสัญญาในสิ้นปีกรมธรรม์ที่ 10 นอกจากนี้ยังรับสิทธิประโยชน์การหักลดหย่อนภาษีเงินได้ ตลอดระยะเวลาชำระเบี้ยประกันภัย 2 ปี

โครงสร้างของผลิตภัณฑ์ 


จุดเด่นของผลิตภัณฑ์

  1. รับเงินคืนรวดเร็วคุ้มสุด 3 - 6% ทุกปี
  2. รับเงินคืนก้อนโตเมื่อครบสัญญาสิ้นปีกรมธรรม์ที่ 10
  3. ระยะเวลาชำระเบี้ยประกันภัยสั้นเพียง 2 ปีไม่เป็นภาระในระยะยาว
  4. รับผลตอบแทนจากการออมสูง พร้อมความคุ้มครองที่คุ้มค่าไปตลอดสัญญา 10 ปี
ระยะเวลาคุ้มครอง : 10 ปี 

ระยะเวลาชำระเบี้ยประกันภัย : 2 ปี

ผลประโยชน์
  • ผลประโยชน์ด้านเงินคืน
    - สิ้นปีกรมธรรม์ที่ 1 รับเงินคืน 3% ของทุนประกันภัยเริ่มต้น (ไม่รับฝากกับบริษัทฯ)
    - สิ้นปีกรมธรรม์ที่ 2 - 10 รับเงินคืน 6% ของทุนประกันภัยเริ่มต้น (ไม่รับฝากกับบริษัทฯ)
    - สิ้นปีกรมธรรม์ที่ 10 รับเงินคืนเมื่อครบกำหนด 200% ของทุนประกันภัยเริ่มต้น
  • ผลประโยชน์ด้านความคุ้มครองชีวิต
    - ปีกรมธรรม์ที่ 1 คุ้มครอง 105% ของทุนประกันภัยเริ่มต้น
    - ปีกรมธรรม์ที่ 2 - 10 คุ้มครอง 210% ของทุนประกันภัยเริ่มต้น
  • ผลประโยชน์ทางภาษี
    - ผู้เอาประกันภัยสามารถนำเบี้ยประกันภัยที่ได้ชำระจริงสูงสุด 100,000 บาทต่อปีไปหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
    - ผลประโยชน์ที่ได้รับจากกรมธรรม์ไม่เสียภาษีแต่อย่างใด

ที่มา : ข่าวประชาสัมพันธ์ ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน)

วันพุธที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ธนชาตขึ้นดอกฝากออมทรัพย์อีก1.0-1.625%


   นายประพันธ์  อนุพงษ์องอาจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าเนื่องจากในขณะนี้ทิศทางดอกเบี้ยอยู่ในช่วงขาขึ้น ธนาคารธนชาต และธนาคารนครหลวงไทย จึงได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ออมทรัพย์อัลตร้าเซฟวิ่ง อีก 1.0 – 1.625% ทั้งนี้เพื่อเป็นการตอบสนองความต้องการของผู้ออมเงินที่ต้องการได้รับผลตอบ แทนสูงเหมือนเงินฝากประจำ แต่ยังมีความคล่องตัวเหมือนเงินฝากออมทรัพย์ 
     โดยวงเงินฝากตั้งแต่ 3 หมื่นบาท แต่ไม่ถึง 1 แสนบาท จากเดิม ดอกเบี้ย 0.875%ต่อปี ปรับเป็น 2.50% ต่อปี วงเงินฝากตั้งแต่ 1 แสนบาท แต่ไม่ถึง 1 ล้านบาท จากเดิมดอกเบี้ย 1.50%ต่อปี ปรับเป็น 2.50% ต่อปี วงเงินฝากตั้งแต่ 1 ล้านบาท แต่ไม่ถึง 10 ล้านบาท จากเดิม ดอกเบี้ย 2.50%ต่อปี ปรับเป็น 2.65%ต่อปี และวงเงินตั้งแต่ 10 ล้านบาท ขึ้นไป จากเดิมดอกเบี้ย 1.50%ต่อปี ปรับเป็น 2.50%ต่อปี มีผลตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2554 เป็นต้นไป 

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

การวิเคราะห์ข่าว :
    ธนาคารธนชาตเล็งเห็นถึงอัตรการเจริญเติบโตของธนาคารธนชาตและธนาคารนครหลวงไทย ซึ่งในอนาคตจะควบรวมกิจการกันในอนาคต โดยการกระตุ้นยอดฝากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์อัลตราเซฟวิ่ง ด้วยการปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้น 1.0 - 1.625% เพื่อให้ลูกค้าได้รับตอบแทนที่สูงขึ้น โดยมีเงื่อนไขตามที่ธนาคารกำหนด ซึ่งจะทำให้ลูกค้าของธนาคารธนชาตและธนาคารนครหลวงไทยเดิมหันมาฝากเงิน ทำให้เพิ่มจำนวนยอดเงินฝาก และเป็นการส่งเสริมการตลาดทำให้อาจจะเกิดลูกค้ารายใหม่ ทำให้ยอดบัญชีเงินฝากที่ธนาคารเพิ่มมากขึ้น

วันพุธที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

บัตรเครดิตธนชาต ไดร์ฟจับมือเอ็มโพเรี่ยมCash Back 10% ทั้งห้าง ลุ้นชม F1 ที่สิงค์โปร



     นายฌอง มาร์ค ดาแลร์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) จัดแคมเปญ “สิทธิประโยชน์ที่เหนือกว่ากับบัตรเครดิตธนชาต ไดร์ฟ” ในงาน “Emporium Extravagant Night at Singapore Grand Prix” เพื่อสมาชิกบัตรเครดิตธนชาต ไดร์ฟ และบัตรเครดิตนครหลวงไทย   ที่ต้องการความแตกต่างทุกมิติของการใช้จ่าย      รับเครดิตเงินคืน 10%   เมื่อช้อปที่ ดิ เอ็มโพเรี่ยม ครบทุกๆ 3,000 บาท ทั้งห้างและศูนย์ฯ พร้อมรับสิทธิ์ลุ้น 2 เท่า   เพื่อชิงรางวัลเข้าชมการแข่งขันฟอร์มูล่า 1 ติดขอบสนาม ณ ประเทศสิงค์โปร์ พร้อมที่พัก 4 วัน 3 คืน รวมจำนวน 3 รางวัล ๆ ละ 2 ที่นั่ง  พิเศษเฉพาะลูกค้าใหม่ เมื่อสมัครบัตรเครดิตธนชาต ไดร์ฟ ที่บูธธนาคารใน ดิ เอ็มโพเรี่ยม ระหว่างวันที่ 7 มิถุนายน - 6 กรกฏาคม 54 รับสิทธิ์ลุ้นเพิ่มเป็น 10 เท่าทันที  พร้อมพบโปรโมชั่นการใช้จ่ายผ่านบัตรอีกมากมาย อาทิ รับบัตรชมภาพยนตร์ที่ SF ฟรี 200 ท่านแรก หรือบัตรกำนัลที่พัก Private Pool Villa ที่เทวัญดารา หัวหิน  สิทธิพิเศษนี้เริ่มตั้งแต่วันนี้ – 25 กรกฎาคม 2554

ที่มา : Money & Banking Online วันเสาร์ที่ 16 กรกฎาคม 2554
URL : http://www.moneyandbanking.co.th/moneyproduct.php?isb=isb005&newsID=701


การวิเคราะห์ข่าว
   ธนาคารธนชาต ร่วมมือกับห้างสรรพสินค้า ดิ เอ็มโพเรียม เพื่อเป็นสมนาคุณและตอบสนองลูกค้าผู้ใช้บริการบัตรเครดิตธนชาต ไดร์ฟ และบัตรเครดิตนครหลวงไทย ที่มีต้องการความแตกต่างในการใช้จ่ายด้วยการได้รับเงินคืน 100% เมื่อลูกค้าผู้ใช้บริการบัตรเครดิตของทั้งสองธนาคาร ใช้จ่ายและซื้อสินค้าครบ 3,000 บาท โดยลูกค้าจะได้รวมลุ้มเพื่อชิงบัตรชมการแข่งขันฟอร์มูล่า 1 ถึงประเทศสิงค์โปร์ พร้อมที่พัก 4 วัน 3 คืน และของรางวัลอีกมากมาย

วันพฤหัสบดีที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน)_การบริหารความเสี่ยง

ประเภทความเสี่ยงที่สำคัญของธนาคารธนชาต มีดังนี้
1. ความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Risk)
ความเสี่ยงด้านเครดิต เป็นความเสี่ยงที่เกิดจากการที่
ลูกหนี้หรือคู่สัญญามีการผิดนัดชำระหนี้ หรือไม่สามารถปฏิบัติ
ตามเงื่อนไขที่ได้ตกลงไว้ โดยอาจเกิดจากการประสบปัญหา
ทางการเงินของลูกหนี้ จากความผันผวนทางเศรษฐกิจซึ่งส่ง
ผลกระทบต่อธุรกิจ ความผิดพลาดในการบริหารจัดการของ
ลูกหนี้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อรายได้และเงินกองทุนของ
ธนาคารธนชาต และบริษัทย่อย ความเสี่ยงดังกล่าวอาจเกิดขึ้น
ได้ทั้งจากการทำธุรกรรมทางการเงินโดยปกติ เช่น การให้กู้ยืม
หรือให้สินเชื่อ การก่อภาระผูกพัน หรือการค้ำประกัน ธุรกรรม
อื่นที่เกี่ยวข้องกับการให้เครดิตและการลงทุนในหลักทรัพย์
ประเภทตราสารหนี้ (Debt Instrument) ที่ออกโดยองค์กรของ
รัฐหรือรัฐวิสาหกิจที่รัฐบาลหรือ ธปท. ไม่ค้ำประกัน และองค์กร
เอกชน เช่น หุ้นกู้ เป็นต้น
ภายใต้นโยบายและแนวทางการบริหารความเสี่ยง
ด้านเครดิต ธนาคารธนชาตได้สร้างวัฒนธรรมทางด้านเครดิต
เริ่มจากการจัดให้มีการประเมินความเสี่ยงด้านเครดิตของผู้กู้
หรือคู่สัญญาหรือผู้ออกตราสารประเภทหนี้ โดยใช้แบบ
วิเคราะห์ความเสี่ยงที่พัฒนาขึ้นตามความเหมาะสมของ
ประเภทคู่สัญญาและมอบหมายให้หน่วยงานวิเคราะห์สินเชื่อ
ซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระเป็นผู้ประเมินความเสี่ยงด้วยแบบ
วิเคราะห์ดังกล่าว ทั้งนี้ คณะกรรมการที่มีอำนาจในการ
พิจารณาสินเชื่อจะเป็นผู้พิจารณาตัดสินใจเกี่ยวกับระดับความ
เสี่ยงด้านเครดิตของผู้กู้หรือคู่สัญญา วงเงินสินเชื่อหรือลงทุนที่
เหมาะสมและเงื่อนไขต่างๆ ในการให้สินเชื่อหรือก่อภาระผูกพัน
รวมทั้งควบคุมสถานะความเสี่ยงทั้งในระดับภาพรวม ด้วยการ
กระจายความเสี่ยงทางด้านสินเชื่อไปยังแต่ละส่วนธุรกิจและ
กลุ่มลูกค้าต่างๆ กันอย่างเหมาะสม ภายใต้ระดับเพดานความ
เสี่ยงที่กำหนดไว้ ตลอดจนติดตามดูแลคุณภาพสินเชื่อให้มีการ
จัดการอย่างเหมาะสม ดำเนินการด้วยความระมัดระวัง
รอบคอบ เน้นการพิจารณาศักยภาพของธุรกิจและความ
สามารถในการชำระหนี้คืนเป็นปัจจัยสำคัญ โดยมีหน่วยงาน
ควบคุมความเสี่ยง ซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระทำหน้าที่ตรวจสอบ
การทำธุรกรรมด้านเครดิตให้เป็นไปตามนโยบายและแนวทาง
บริหารความเสี่ยงด้านเครดิต และมีหน่วยงานตรวจสอบ
ติดตามให้มีการสอบทานสินเชื่อตามแนวทางของ ธปท.
เพื่อให้ผลตอบแทนสอดรับกับความเสี่ยงที่ได้รับ ธนาคาร
ธนชาตมีการนำเครื่องมือในการวัดผลตอบแทนหลังหัก
ค่าความเสี่ยงต่อเงินกองทุนหรือ RAROC (Risk Adjusted
Return on Capital) มาใช้ นอกจากนี้ ธนาคารธนชาตจัดให้มี
การทดสอบภาวะวิกฤตหรือ Stress test เพื่อคาดการณ์ความ
เสียหายที่อาจเกิดขึ้นในภาวะวิกฤตที่จะส่งผลให้ลูกหนี้มีความ
สามารถในการชำระหนี้ลดลงหรือไม่สามารถชำระหนี้ตาม
เงื่อนไขที่กำหนดในสัญญาตามสมมติฐาน และปัจจัยเสี่ยง
ต่างๆ ที่กำหนดขึ้นให้มีผลกระทบต่อการทำธุรกิจในภาค
อุตสาหกรรมที่ลูกหนี้ดำเนินธุรกิจอยู่
ปัจจัยความเสี่ยงด้านเครดิตที่สำคัญ มีดังนี้
1.1 ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของสินเชื่อ
ธนาคารธนชาตมีเป้าหมายในการกระจายสินเชื่อให้แก่
กลุ่มลูกค้าต่างๆ โดยเน้นในกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพดีและ
พยายามควบคุมไม่ให้เกิดการกระจุกตัวในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
มากจนเกินไป มีการบริหารความเสี่ยง Portfolio ของสินเชื่อ
โดยรวม มีการติดตามวิเคราะห์และรายงานผลต่อคณะกรรมการ
ที่เกี่ยวข้องอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้ เพื่อลดความเสี่ยงอันเกิดขึ้น
จากปัจจัยอื่นที่ไม่สามารถควบคุมได้มากระทบกับธุรกิจกลุ่มใด
กลุ่มหนึ่งที่ได้รับการสนับสนุนสินเชื่อจากธนาคารธนชาตใน
สัดส่วนที่มากเกินไป__
1.3 ความเสี่ยงจากหลักประกัน
สำหรับการให้สินเชื่อที่มีหลักทรัพย์เป็นประกัน ธนาคาร
ธนชาตกำหนดให้มีการวิเคราะห์และจัดระดับคุณภาพของหลัก
ประกันแต่ละประเภท โดยพิจารณาถึงสภาพคล่องและความ
เสี่ยงของหลักประกันนั้น และนำผลการวิเคราะห์ดังกล่าวไปใช้
เป็นปัจจัยหนึ่งในการจัดระดับความเสี่ยงของสินเชื่อ ทั้งนี้ หลัก
ประกันดังกล่าวไม่ว่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์
จะมีการประเมินมูลค่าโดยการประเมินราคาหรือตีราคาหลัก
ประกันตามหลักเกณฑ์ที่ ธปท. กำหนดไว้ โดยประเภทของหลัก
ประกันที่สำคัญของธนาคารธนชาต ได้แก่ เงินฝากและตั๋วแลกเงิน
หลักทรัพย์ในความต้องการของตลาดหลักทรัพย์นอกตลาด
อสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ อสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่
อาศัย ยานพาหนะ เครื่องจักร เป็นต้น ทั้งนี้ ธนาคารธนชาต
กำหนดแนวทาง มาตรฐาน และความถี่ในการประเมินราคา
และตีราคาหลักประกันแต่ละประเภท รวมทั้งกำหนดให้มีการ
จัดทำรายงานการประเมินราคาและตีราคาที่มีข้อมูล และการ
วิเคราะห์ที่ชัดเจนและเพียงพอต่อการตัดสินใจกำหนดราคา
ในกรณีที่มีข้อบ่งชี้ว่ามูลค่าของหลักประกันนั้นลดลง หรือมี
การเสื่อมราคาตามอายุการใช้งาน จะต้องมีการพิจารณาการ
ด้อยค่าของสินทรัพย์อื่นที่เป็นหลักประกันโดยเจ้าหน้าที่ที่
เกี่ยวข้อง
ในช่วงที่ผ่านมา ธุรกรรมสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ของ
ธนาคารธนชาตและบริษัทย่อยมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง
ตามประกาศ ธปท. เรื่อง สินทรัพย์ไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้
เมื่อเดือนธันวาคม 2549 ได้กำหนดเกณฑ์การกันสำรองให้
สอดรับกับ IAS39 สามารถนับรถยนต์เป็นหลักประกันได้ ซึ่งรถยนต์
ถือเป็นกรรมสิทธิ์ของธนาคารธนชาตและบริษัทย่อย หากลูกหนี้
ไม่สามารถชำระหนี้ได้ ธนาคารธนชาตและบริษัทย่อยสามารถ
ดำเนินการครอบครองสินทรัพย์ได้ในทันทีเพื่อขายต่อในตลาด
รถยนต์ใช้แล้ว ดังนั้น ธนาคารธนชาตและบริษัทย่อยอาจมี
ความเสี่ยงจากการไม่สามารถยึดรถยนต์ที่เป็นหลักประกันได้
รวมทั้งความเสี่ยงจากการจำหน่ายรถยนต์ แต่ไม่สามารถ
ชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ ขึ้นกับปัจจัยเสี่ยง เช่น
สภาวะตลาดรถยนต์ใช้แล้ว สภาพของรถยนต์ที่ได้ยึดมา
เป็นต้น
1.4 ความเสี่ยงจากการค้ำประกันและการอาวัล
ธนาคารธนชาตและบริษัทย่อยได้ให้บริการกับลูกค้าที่
ก่อให้เกิดภาระผูกพันจากการรับอาวัลตั๋วเงิน เล็ตเตอร์ออฟ
เครดิต การค้ำประกันการกู้ยืมเงิน ซึ่งธนาคารธนชาตและบริษัท
ย่อยมีความเสี่ยงจากการที่ต้องเข้าไปรับผิดชอบแทนลูกค้า ใน
กรณีที่ลูกค้าไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญา สำหรับความเสี่ยงที่
เกิดจากการค้ำประกันและการอาวัล ธนาคารธนชาตได้ดูแล
และควบคุมความเสี่ยงดังกล่าวด้วยการตรวจสอบข้อมูล โดยใช้
หลักเกณฑ์การพิจารณาอนุมัติที่เข้มงวด ตลอดจนควบคุมและ
ติดตาม โดยใช้แนวทางเดียวกับการให้สินเชื่อตามปกติของ
ธนาคารธนชาต
ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2553 ธนาคารธนชาตและบริษัท
ย่อยมีภาระผูกพันจากการรับอาวัลตั๋วเงิน และการค้ำประกัน
การกู้ยืมเงิน จำนวน 28,337 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 3.25
ของสินทรัพย์ทั้งหมด
2. ความเสี่ยงด้านตลาด (Market Risk)
ความเสี่ยงด้านตลาด คือ ความเสี่ยงที่เกิดจากการ
เคลื่อนไหวของอัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา
ต่างประเทศ และราคาตราสารในตลาดเงินตลาดทุนที่มี
ผลกระทบในทางลบต่อรายได้และเงินกองทุนของธนาคาร
ธนชาตและบริษัทย่อย โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่
ความเสี่ยงด้านราคา ความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ย และความ
เสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน โดยธนาคารธนชาตมีนโยบาย
ในการควบคุมและจัดการความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
และเป็นไปตามนโยบายการบริหารความเสี่ยงของธนาคารธนชาต
2.1 ความเสี่ยงด้านราคา (Price Risk)
เป็นความเสี่ยงที่รายได้หรือเงินกองทุนได้รับผลกระทบ
ในทางลบ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของราคาตราสารหนี้และ
ตราสารทุน ทำให้มูลค่าของเงินลงทุนเพื่อค้าและเผื่อขายของ
ธนาคารธนชาตและบริษัทย่อยลดลง
ธนาคารธนชาตได้พัฒนาเครื่องมือในการวัดความเสี่ยง
โดยใช้แบบจำลองของ Value-at-Risk (VaR Model) เพื่อวัดผล
ขาดทุนสูงสุด ณ ระดับความเชื่อมั่นหนึ่งๆ หากถือครอง
หลักทรัพย์ในช่วงระยะเวลาที่กำหนด นอกจากนี้ ธนาคาร
ธนชาตมีการกำหนด Limit ต่างๆ ในการทำธุรกรรมเพื่อควบคุม
ความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่ธนาคารธนชาตรับได้ เช่น Position
Limit, Loss Limit และ VaR Limit เป็นต้น โดยมีหน่วยงาน
ควบคุมความเสี่ยง (Risk Control Unit) ซึ่งแยกออกจาก
หน่วยงานที่ทำธุรกรรม (Front office) และหน่วยงานที่บันทึกรายการ
(Back office) ทำหน้าที่ควบคุมความเสี่ยงและรายงานสถานะ
Limit ต่างๆ ต่อคณะกรรมการ หน่วยงาน หรือผู้บริหารต่างๆ ที่
เกี่ยวข้อง เพื่อบริหารความเสี่ยงได้ทันท่วงที ธนาคารธนชาต
มอบหมายให้คณะกรรมการพิจารณาการลงทุนเป็นผู้ควบคุม
และติดตามความเสี่ยงด้านนี้ ทั้งนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าเครื่องมือ
ดังกล่าวมีประสิทธิภาพและมีความแม่นยำ ธนาคารธนชาต
กำหนดให้มีการทดสอบเครื่องมือด้วยการทำ Backtesting โดย
ใช้เกณฑ์มาตรฐานที่ Bank for International Settlement
(BIS) กำหนด นอกจากนี้ ธนาคารธนชาตมีการจำลอง
เหตุการณ์รุนแรงอื่นๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อการลดลงของราคา
หลักทรัพย์ในตลาดอย่างรุนแรงเฉียบพลัน หรือทำการทดสอบ
ภาวะวิกฤต Stress Test เพื่อให้คาดการณ์ได้ว่าความเสียหาย
ที่อาจเกิดขึ้นมีผลต่อรายได้และเงินกองทุนอย่างไร
ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2553 เงินลงทุนที่มีไว้เพื่อค้าและ
เผื่อขายของธนาคารธนชาตและบริษัทย่อยจำแนกตามประเภท
เงินลงทุน เป็นดังนี้__
จากการที่ธนาคารธนชาตเข้าซื้อหุ้นธนาคารนครหลวงไทย
ทำให้มูลค่าเงินลงทุนเพื่อค้าและเผื่อขายของธนาคารธนชาต
และบริษัทย่อยเพิ่มมากขึ้น จากเหตุผลดังกล่าวจึงทำให้ค่าความ
เสี่ยงด้านราคาโดยรวมของธนาคารธนชาตและบริษัทย่อยปรับ
ตัวเพิ่มขึ้น
2.2 ความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ย (Interest Rate Risk)
เป็นความเสี่ยงที่รายได้หรือเงินกองทุนได้รับผลกระทบ
ในทางลบจากการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยของรายการ
สินทรัพย์ และรายการนอกงบดุลทั้งหมดที่มีความอ่อนไหว
ต่ออัตราดอกเบี้ย (Rate Sensitive Items) ในระยะเวลาต่างๆ
กันในระดับที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อรายได้
ดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Income) ของธนาคารธนชาต
และบริษัทย่อย
ธนาคารธนชาตมีเป้าหมายที่จะดำเนินงานภายใต้ระบบ
บริหารความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยที่มีประสิทธิภาพระยะยาว
คือ สามารถรักษาระดับความสัมพันธ์ของสัดส่วนโครงสร้างของ
สินทรัพย์และหนี้สินที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยในช่วงระยะ
เวลาต่างๆ ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมสำหรับการดำเนินงาน
และให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อธนาคารธนชาตและผู้ถือหุ้น
ธนาคารธนชาตจึงพัฒนาเครื่องมือที่ใช้วัดความเสี่ยงด้านอัตรา
ดอกเบี้ยเพื่อให้สามารถวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจาก
ความเหลื่อมล้ำระหว่างระยะเวลาของการปรับอัตราดอกเบี้ย
(Reprice) ในสินทรัพย์ หนี้สิน และภาระผูกพันในแต่ละช่วง
เวลา (Interest Rate Gap Analysis) ซึ่งจะมีการวัดความเสี่ยง
ประจำทุกเดือน เพื่อให้การดำเนินงานของธนาคารธนชาตมี
ความเสี่ยงอยู่ในขอบเขตที่สามารถยอมรับได้ จึงได้จัดให้มีการ
กำหนดระดับเพดานความเสี่ยง และระดับสัญญาณเตือนภัยที่
ยอมรับได้โดยพิจารณาจากโครงสร้างของสินทรัพย์ หนี้สิน และ
ภาระผูกพัน รวมทั้งการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย (Reprice) ที่
คาดว่าจะเกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลาตามแผนธุรกิจของธนาคาร
ธนชาต และมอบหมายให้คณะกรรมการบริหารสภาพคล่อง
และอัตราดอกเบี้ย ควบคุมและติดตามความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด
โดยมีการติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจ ภาวะตลาดเงินและ
ตลาดทุน และทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่อาจเป็นสาเหตุของปัจจัย
ความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ย เพื่อกำหนดมาตรการต่างๆ ใน
การรองรับความเสี่ยง
สินทรัพย์และหนี้สินทางการเงิน ณ วันที่ 31 ธันวาคม
2553 วิเคราะห์ตามระยะเวลาที่จะมีการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย
ตามสัญญาของสินทรัพย์และหนี้สินทางการเงินของธนาคารธนชาต
และบริษัทย่อย
จากโครงสร้างสินทรัพย์และหนี้สินทางการเงินข้างต้น
หากอัตราดอกเบี้ยในตลาดปรับเพิ่มขึ้นจากระดับปัจจุบันจะ
ทำให้มีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิสำหรับช่วงเวลา 1 ปีข้างหน้าปรับ
ลดลง อันเนื่องมาจากการขยายธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อของธนาคาร
ธนชาตซึ่งอ้างอิงอัตราดอกเบี้ยคงที่
2.3 ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน (Exchange
Rate Risk)
เป็นความเสี่ยงที่รายได้หรือเงินกองทุนของธนาคาร
ธนชาตหรือบริษัทย่อย ได้รับผลกระทบในทางลบ เนื่องจาก
ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนจากการทำธุรกรรมในสกุล
เงินต่างประเทศหรือจากการมีสินทรัพย์หรือหนี้สินในเงินสกุล
เงินต่างประเทศ แบ่งเป็น ความเสี่ยงที่เกิดจากการทำธุรกรรม
สกุลเงินต่างประเทศ (Transaction Risk) และความเสี่ยงที่เกิด
จากการเปลี่ยนแปลงมูลค่าจากเงินสกุลเงินต่างประเทศเป็น
สกุลเงินท้องถิ่น (Translation Risk)
ธนาคารธนชาตมอบหมายให้คณะกรรมการบริหาร
สภาพคล่องและอัตราดอกเบี้ย เป็นผู้ควบคุมและติดตามความ
เสี่ยงประเภทนี้ โดยการพิจารณาถึงความสอดคล้องระหว่าง
โครงสร้างและอายุครบกำหนดของสินทรัพย์และหนี้สินที่เป็น
เงินตราต่างประเทศ ประกอบกับธนาคารธนชาตมีนโยบายใน
การกำหนดระดับเพดานความเสี่ยง เพื่อควบคุมผลกระทบของ
การเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนต่อรายได้และเงินกองทุน
อย่างไรก็ดี เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ธนาคารธนชาต
มีนโยบายที่จะปิดความเสี่ยงโดยใช้เครื่องมือทางการเงิน เช่น
สัญญาแลกเปลี่ยนล่วงหน้า เป็นต้น
ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2553 ธนาคารธนชาตและบริษัทย่อย
มีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนในระดับต่ำ เนื่องจาก
สินทรัพย์ที่เป็นเงินตราต่างประเทศส่วนใหญ่ ธนาคารธนชาต
และบริษัทย่อยได้ทำสัญญาแลกเปลี่ยนล่วงหน้าเพื่อป้องกัน
ความเสี่ยงดังกล่าว
3. ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง (Liquidity Risk)
ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง คือ ความเสี่ยงที่เกิดจากการที่
ธนาคารธนชาตและบริษัทย่อย ไม่สามารถชำระหนี้สินและภาระ
ผูกพันเมื่อถึงกำหนด เนื่องจากไม่สามารถเปลี่ยนทรัพย์สินเป็น
เงินสดได้ หรือไม่สามารถจัดหาเงินทุนได้เพียงพอ หรือสามารถ
จัดหาเงินทุนได้ แต่ด้วยต้นทุนที่สูงเกินกว่าระดับที่ยอมรับได้ ซึ่ง
อาจส่งผลกระทบต่อรายได้และเงินกองทุนของธนาคารธนชาต
และบริษัทย่อยในปัจจุบันและในอนาคต โดยกลไกการบริหาร
ความเสี่ยงจะเริ่มจากการประเมินกระแสเงินสดและฐานะสภาพ
คล่องในแต่ละช่วงเวลาที่ธนาคารธนชาตอาจมีความต้องการ
เงินทุนแตกต่างกัน เพื่อรองรับการถอนเงินฝาก การลดหนี้สิน
ประเภทอื่นลง หรือการเพิ่มขึ้นของสินทรัพย์ โดยใช้เครื่องมือทั้งที่
เป็นแบบจำลองวิเคราะห์สภาพคล่อง (Liquidity Gap Analysis)
อัตราส่วนด้านสภาพคล่องต่างๆ ตลอดจนการใช้สถานการณ์
จำลองโดยการตั้งสมมติฐาน (What if Scenarios) เพื่อ
วิเคราะห์ถึงผลกระทบว่า ธนาคารธนชาตจะยังคงมีสภาพคล่องที่
เพียงพอหรือไม่ ภายใต้กระแสเงินสดที่ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของ
ลูกค้าในการต่ออายุสัญญาเมื่อครบกำหนด นอกจากนี้ ยังได้
ประมาณการความต้องการสภาพคล่องภายใต้สมมติฐานที่
แตกต่างกันตามภาวะเศรษฐกิจและเหตุการณ์ไม่ปกติต่างๆ ที่
เกิดขึ้นกับธนาคารธนชาตเองและเกิดกับระบบสถาบันการเงิน
รายการ
รายงานประจำปี 2553 ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) 􀀪􀀬
ขณะเดียวกัน ธนาคารธนชาตและบริษัทย่อยมีการจัดทำ
แผนรองรับเหตุฉุกเฉินไว้รองรับกรณีเกิดปัญหาสภาพคล่องและ
จะมีการทบทวนเมื่อมีเหตุการณ์สำคัญที่จะมีผลต่อการดำเนินงาน
ตามแผน ทั้งนี้ การควบคุมและติดตามความเสี่ยงด้านสภาพ
คล่อง ธนาคารธนชาตได้มอบหมายให้คณะกรรมการบริหาร
สภาพคล่องและอัตราดอกเบี้ยเป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งจะจัดให้มี
ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2553 ธนาคารธนชาตและบริษัทย่อย
มีเงินฝากและเงินกู้ยืมรวม 748,150 ล้านบาท โดยแหล่งเงินทุน
ส่วนใหญ่เป็นเงินฝากจากประชาชน ซึ่งมีระยะเวลาครบกำหนด
ตามสัญญาไม่เกิน 1 ปี อันเป็นลักษณะโครงสร้างการทำธุรกิจ
เป็นปกติทางการค้าของธนาคารพาณิชย์ อย่างไรก็ดีธนาคาร
ธนชาตได้มีการออกผลิตภัณฑ์ทางการเงิน (Financial Product)
การประชุมเพื่อติดตามสถานะและบริหารจัดการความเสี่ยง
เป็นประจำทุกสัปดาห์
โครงสร้างแหล่งเงินทุนของธนาคารธนชาต ซึ่งจำแนก
ตามประเภทของแหล่งที่มาของเงินทุนและระยะเวลาของแหล่ง
เงินทุน เป็นดังนี้
4. ความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ (Operational Risk)
ความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ เป็นความเสี่ยงที่จะเกิดความ
เสียหายอันเนื่องมาจากการขาดการกำกับดูแลกิจการที่ดี ขาด
ธรรมาภิบาลในองค์กร หรือขาดการควบคุมที่ดีที่เกี่ยวข้องกับ
กระบวนการปฏิบัติงานภายใน คน ระบบงาน หรือเหตุการณ์
ภายนอก และส่งผลกระทบต่อรายได้จากการดำเนินงานและเงิน
กองทุนของธนาคารธนชาตและบริษัทย่อย รวมถึงความเสี่ยง
ด้านกฎหมาย เช่น ความเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องหรือดำเนินคดี
ตามกฎหมาย ถูกทางการเปรียบเทียบปรับ รวมทั้งความเสียหาย
ที่ได้รับจากการตกลงกันนอกชั้นศาล เป็นต้น ซึ่งความเสี่ยงด้าน
ปฏิบัติการจะมีผลกระทบต่อความเสี่ยงด้านอื่น โดยเฉพาะความ
เสี่ยงด้านกลยุทธ์ (Strategic Risk) และด้านชื่อเสียง
(Reputation Risk)
ธนาคารธนชาตได้กำหนดนโยบายและแนวทางการ
บริหารความเสี่ยงด้านปฏิบัติการที่มุ่งเน้นไปที่การป้องกันและ
ติดตามดูแลความเสี่ยงประเภทนี้ และเนื่องจากการควบคุมภายใน
เป็นกลไกสำคัญในการควบคุมและป้องกันความเสียหายที่อาจ
เกิดขึ้น ธนาคารธนชาตจึงจัดให้มีระบบควบคุมภายในที่ดี อัน
ได้แก่
การจัดโครงสร้างองค์กร ธนาคารธนชาตมีการกำหนด
บทบาท หน้าที่ ความรับผิดชอบของแต่ละตำแหน่งงานให้มีการ
สอบยันและถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกัน (Check and Balance)
โดยแยกหน่วยงานที่ทำธุรกรรม (Front office) ออกจากหน่วยงาน
ที่ทำหน้าที่ควบคุมและติดตามความเสี่ยง (Middle office)
ซึ่งได้แก่ ฝ่ายควบคุมความเสี่ยง (Risk Control Department)
กับหน่วยงานที่บันทึกรายการ (Back office)
การจัดให้มีหน่วยงานสนับสนุนการทำธุรกรรม เช่น
หน่วยงานระบบสารสนเทศ หน่วยงานกฎหมาย หน่วยงาน
ประเมินราคา ที่มีความชำนาญเฉพาะด้านและเป็นอิสระ เพื่อ
ลดความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น
รายการ
รายงานประจำปี 2553 ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) 􀀪􀀮
การจัดให้มีระเบียบปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับการทำ
ธุรกรรมทุกประเภท และคู่มือการปฏิบัติงานของพนักงาน
ตลอดจนระเบียบอำนาจอนุมัติเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อเป็น
แนวทางในการทำงานภายในองค์กรให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน
ทั้งหมด
การจัดให้มีคณะกรรมการตรวจสอบและคณะ
กรรมการบริหารความเสี่ยง เพื่อควบคุม ติดตาม และประเมิน
ความเสี่ยงของธนาคารธนชาต ตรวจสอบข้อผิดพลาด ปรับปรุง
แก้ไขจุดบกพร่องให้รัดกุมและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
การจัดการระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและระบบ
รักษาความปลอดภัยของข้อมูล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถใน
การรองรับการขยายตัวของธุรกิจและสร้างความน่าเชื่อถือให้
แก่ลูกค้าทั้งด้านเทคโนโลยีและด้านข้อมูล โดยเฉพาะการ
ป้องกันความเสียหายจากการลักลอบเข้าถึงข้อมูลจากบุคคลที่
ไม่เกี่ยวข้อง
การจัดทำแผนรองรับการดำเนินธุรกิจต่อเนื่อง
(Business Continuity Plan) ประกอบด้วย แผนฉุกเฉิน แผน
ระบบสำรอง และแผนการฟื้นฟูการดำเนินงาน เพื่อควบคุม
ไม่ให้การดำเนินธุรกิจหยุดชะงัก รวมทั้งจัดให้มีการซักซ้อม เพื่อ
ทดสอบความพร้อมของแผนและเพื่อการปรับปรุงแผนให้
สามารถปฏิบัติงานได้จริงและมีประสิทธิภาพ
ประกอบกับการที่ธนาคารธนชาตมีการใช้บริการจาก
บุคคลภายนอกดำเนินการแทนในบางกลุ่มกิจกรรมเพิ่มขึ้น
เช่นเดียวกับทิศทางการดำเนินธุรกิจของสถาบันการเงินใน
ปัจจุบันและในอนาคต ธนาคารธนชาตได้มีการกำหนดนโยบาย
เพื่อบริหารความเสี่ยงจากการใช้บริการจากบุคคลภายนอก
(Outsourcing) ขึ้น โดยนโยบายดังกล่าวนอกจากจะมีแนวทาง
การปฏิบัติงานที่สอดคล้องกับข้อบังคับในเรื่องเดียวกันที่ออก
โดย ธปท. แล้ว และยังเพื่อประโยชน์ในการควบคุมภายในของ
ธนาคารธนชาตด้วย
สำหรับการวัดและประเมินความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ
ธนาคารธนชาตมีการกำหนดหลักเกณฑ์ รูปแบบ หรือเงื่อนไข
ของวิธีการที่ใช้ในการวัดและประเมินความเสี่ยงภายในของ
ธนาคารธนชาตเอง โดยวิธีการดังกล่าวธนาคารธนชาตมีการ
พิจารณาถึงปัจจัยแวดล้อมต่างๆ เช่น แนวทางการกำกับดูแล
ของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องกับธนาคารธนชาต ลักษณะ
และความซับซ้อนของธุรกิจ ความสามารถในการยอมรับความ
เสี่ยงของธนาคาร โอกาสและ/หรือความถี่ (Probability,
Likelihood หรือ Frequency) ตลอดจนผลกระทบ (Impact
หรือ Severity) ของความเสี่ยงที่เกิดขึ้น/อาจเกิดขึ้น นอกจากนี้
ตามที่ ธปท. กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ดำรงเงินกองทุนเป็น
อัตราส่วนกับสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิต ด้านตลาด และด้าน
ปฏิบัติการตามแนวทางของ Basel II นั้น ธนาคารธนชาตได้
เลือกวิธีการคำนวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการด้วยวิธี Basic
Indicator Approach
นอกจากนี้ ในการติดตามดูแลความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ
ธนาคารธนชาตกำหนดเป็นนโยบายให้ผู้บริหารของแต่ละหน่วยงาน
มีความรับผิดชอบในการติดตามความเสี่ยง โดยถือเป็น
ส่วนหนึ่งของการปฏิบัติงานตามปกติ ซึ่งจะช่วยให้รับทราบถึง
ความเสี่ยงและปัญหาที่เกิดขึ้นได้ทันท่วงที และเพื่อให้สามารถ
ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วงเวลาได้อย่างเหมาะสม
และทันท่วงที ไม่ส่งผลเสียหายต่อธนาคารธนชาต ถึงกระนั้น
ก็ดี เพื่อให้ทราบถึงผลการดำเนินงานและปัญหาที่เกิดขึ้น
ตลอดจนแนวโน้มและการเปลี่ยนแปลงของข้อมูลปัจจัยเสี่ยง
ธนาคารธนชาตจึงจัดให้มีการจัดเก็บและรายงานข้อมูลในส่วน
ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ เช่น ข้อมูล
เหตุการณ์ความเสียหายที่เกิดขึ้น (Loss data) ดัชนีชี้วัดความ
เสี่ยง (Key Risk Indicators) จุดที่มีความเสี่ยงสำคัญ เป็นต้น
เสนอต่อคณะกรรมการธนาคารธนชาต คณะกรรมการบริหาร
ความเสี่ยง และผู้บริหารระดับสูงอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ
เพื่อใช้ประกอบการกำหนดนโยบายและพัฒนาระบบบริหาร
ความเสี่ยงให้เหมาะสม และเป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้ธนาคาร
ธนชาตประเมินความสามารถของระบบควบคุมภายในว่า
มีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใดอีกทางหนึ่งด้วย
􀀫􀀥 รายงานประจำปี 2553 ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน)
5. ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ (Strategic Risk)
ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ คือ ความเสี่ยงที่เกิดจากการ
กำหนดแผนกลยุทธ์ แผนดำเนินงาน และการนำไปปฏิบัติ
ไม่เหมาะสมหรือไม่สอดคล้องกับปัจจัยภายใน และสภาพ
แวดล้อมภายนอก อันส่งผลกระทบต่อรายได้ เงินกองทุนหรือ
การดำรงอยู่ของธนาคารธนชาตและบริษัทย่อย ในการบริหาร
ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ ธนาคารธนชาตจัดให้มีการทำแผน
กลยุทธ์สำหรับช่วงเวลา 3 ปีข้างหน้า และจัดให้มีการทบทวน
แผนงานอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หรือเมื่อมีเหตุการณ์ภายนอกที่
อาจส่งผลกระทบถึงการบรรลุเป้าหมายของธุรกิจ โดยคณะกรรมการ
บริหารเป็นผู้ติดตามผลการดำเนินงานของหน่วยงานต่างๆ
เปรียบเทียบกับแผนงานประจำปีที่กำหนดเป้าหมายไว้อย่าง
สม่ำเสมอ
6. ความเสี่ยงจากมาตรการหรือกฎระเบียบของทางการ
ความเสี่ยงจากมาตรการหรือกฎระเบียบของทางการ
เป็นความเสี่ยงที่เกิดจากการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงข้อบังคับ
กฎหมายและกฎเกณฑ์ต่างๆ ของทางการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ธปท. ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนโยบายแต่ละครั้งอาจส่งผลกระทบ
ต่อกลยุทธ์ และการดำเนินธุรกิจของธนาคารธนชาตและ
บริษัทย่อย
สำหรับการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์และข้อบังคับต่างๆ
ของทางการที่เกี่ยวข้องในปี 2553 ที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เป็นการ
ปรับปรุงมาตรการที่จะช่วยส่งเสริมให้สถาบันการเงิน
มีหลักธรรมาภิบาลที่ดี มีการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ
มากยิ่งขึ้น และให้ความสำคัญต่อการคุ้มครองลูกค้ามากขึ้น
จึงไม่มีผลกระทบต่อกลยุทธ์และการดำเนินธุรกิจของธนาคาร
ธนชาตมากนัก ซึ่งตลอดมาธนาคารธนชาตได้มีการปรับปรุง
และพัฒนาระบบการปฏิบัติงานภายในและมาตรฐานการ
ให้บริการแก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่องอยู่เสมอ และเป็นภารกิจ
ที่สำคัญที่ธนาคารธนชาตจะต้องดำเนินธุรกิจให้สอดรับกับ
หลักเกณฑ์และข้อบังคับของทางการ
7. ความเสี่ยงจากความเพียงพอของเงินกองทุน
ธนาคารธนชาตมีการคำนวณเงินกองทุนเพื่อรองรับความ
เสี่ยงต่างๆ ตามหลักเกณฑ์ Basel II ดังนี้
ความเสี่ยงด้านเครดิต ใช้วิธี Standardized Approach
ความเสี่ยงด้านตลาด สำหรับฐานะความเสี่ยงด้าน
ตลาด ใช้วิธี Standardized Approach
ความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ ใช้วิธี Basic Indicator
Approach
นอกจากนี้ ธนาคารธนชาตมีประเมินความเพียงพอของ
เงินกองทุนในอนาคต จากงบประมาณและแผนธุรกิจสำหรับ
ระยะเวลา 3 ปี ค่าความเสี่ยงที่คำนวณได้จะใช้การกำหนด
เพดานความเสี่ยง (Risk Limit) ซึ่งฝ่ายบริหารความเสี่ยงจะมี
การจัดทำรายงานความเพียงพอของเงินกองทุนเป็นประจำ
ทุกเดือนเสนอต่อคณะกรรมการบริหาร และคณะกรรมการ
ธนาคารเพื่อติดตามดูแลให้ธนาคารธนชาตมีเงินกองทุนหลัง
จัดสรรความเสี่ยงโดยรวมในปริมาณที่เพียงพอที่จะรองรับการ
เติบโตของธุรกิจตามแผนที่วางไว้อย่างมั่นคง
ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2553 ธนาคารธนชาตมีเงินกองทุน
ทั้งสิ้นจำนวน 89,898 ล้านบาท แบ่งเป็น เงินกองทุนชั้นที่ 1
จำนวน 71,335 ล้านบาท และเงินกองทุนชั้นที่ 2 สุทธิจำนวน
18,563 ล้านบาท มีอัตราส่วนการดำรงเงินกองทุนต่อสินทรัพย์
เสี่ยง คิดเป็นร้อยละ 14.75 เกินกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่ ธปท.
กำหนดไว้ที่ร้อยละ 8.50 ซึ่งนับว่ามีสัดส่วนมากเพียงพอที่จะ
รองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นและการขยายธุรกิจในอนาคต